กลุ่มสุดโต่งหัวรุนแรงมีแต่ในศาสนาอิสลามจริงหรือ⁉️
ทำไมมีแต่อิสลามที่ก่อการร้ายและใช้ความรุนแรง ศาสนาอื่นเขาสงบสุขกันหมด การสังหารและความรุนแรงถูกทำให้ดูเหมือนเป็นภาพจำของมุสลิมไปแล้ว
ข้อกล่าวหานี้ตั้งอยู่บนการเหมารวมและการรีบด่วนสรุป เพราะนำพฤติกรรมของกลุ่มอาชญากรที่อ้างศาสนามาตัดสินศาสนาทั้งระบบ แล้วทำเหมือนว่าความรุนแรงเป็นสิ่งที่ผูกขาดเฉพาะอิสลาม
ในความเป็นจริง ความสุดโต่งและการใช้ความรุนแรงในนามศาสนาหรืออัตลักษณ์ สามารถเกิดขึ้นได้ในหลายบริบทศาสนาและการเมือง แม้แต่ในสังคมที่คนจำนวนมากมองว่าสงบสุขก็ตาม
ประเด็นนี้ไม่ได้กล่าวหาศาสนาพุทธหรือชาวพุทธโดยรวม แต่ยกกรณีของกลุ่มชาตินิยมศาสนาบางกลุ่มที่ใช้ศาสนาและอัตลักษณ์ชาติพันธุ์เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อชี้ให้เห็นว่า การตัดสินศาสนาจากกลุ่มสุดโต่งเป็นมาตรฐานที่ผิด ไม่ว่าจะใช้กับศาสนาใดก็ตาม
หากพิจารณาข้อมูลเชิงประจักษ์จากรายงานระดับสากล จะพบว่ามีกลุ่มเคลื่อนไหวบางกลุ่มที่ถูกเชื่อมโยงกับการปลุกระดม ความเกลียดชัง และเหตุรุนแรงต่อชาวมุสลิม โดยอ้างการปกป้องเชื้อชาติและศาสนาเป็นข้ออ้าง
จุดนี้ยืนยันหลักสำคัญข้อหนึ่งว่า อาชญากรรมคืออาชญากรรม และไม่ใช่มาตรวัดความจริงของคำสอนศาสนา การเหมาเข่งว่าความรุนแรงผูกขาดอยู่กับอิสลามจึงเป็นตรรกะที่ไม่ยุติธรรมตั้งแต่ฐานคิด
กรณีศึกษาแรก: ขบวนการ 969 ในเมียนมา
กรณีศึกษาแรกคือขบวนการ 969 ในเมียนมา รายงานเชิงสืบสวนของ Reuters ในปี 2013 ระบุว่า ขบวนการนี้ถูกอธิบายว่าเป็นขบวนการชาตินิยมพุทธที่มีพระสงฆ์เป็นแกนนำสำคัญ โดยมีบุคคลอย่าง วีระธุ (Wirathu) เป็นผู้มีบทบาทในการเทศนาที่ถูกเชื่อมโยงกับการปลุกระดมความเกลียดชัง
Reuters รายงานว่า Wirathu เรียกร้องให้ชาวพุทธคว่ำบาตรธุรกิจของมุสลิม และเรียกมัสยิดว่า “enemy bases” หรือ “ฐานทัพของศัตรู” อีกทั้งพระสงฆ์ระดับแกนนำอย่าง วิมาลา (Wimala Biwuntha) ยังเปรียบเทียบชาวมุสลิมว่าเป็นเหมือน “เสือ” ที่บุกเข้ามาในบ้านเพื่อทำร้ายผู้คน ซึ่งเป็นวาทกรรมที่ลดทอนความเป็นมนุษย์อย่างชัดเจน [3]
Reuters ยังรายงานถึงเหตุจลาจลในเมืองเมกทิลา (Meikhtila) ซึ่งมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 44 ราย โดยรายงานเชื่อมโยงเหตุสังหารกับฝูงชนชาวพุทธที่มีพระสงฆ์นำหน้าในการก่อความรุนแรง และในเมืองล่าเสี้ยว (Lashio) ก็มีรายงานว่าฝูงชนชาวพุทธเผาทำลายและสร้างความหวาดกลัวในย่านชุมชนมุสลิม [3]
นอกจากนี้ รายงานจาก USCIRF ปี 2014 ยังระบุว่าขบวนการ 969 และกลุ่มมะบะธะ (Ma Ba Tha) ใช้โซเชียลมีเดียในการเผยแพร่ข้อความไม่อดทนอดกลั้น ซึ่งมีส่วนกระตุ้นความตึงเครียดในสังคม [4]
กรณีศึกษาที่สอง: กลุ่ม BBS ในศรีลังกา
กรณีที่สองคือกลุ่ม โบดู บาลา เสนา หรือ BBS (Bodu Bala Sena) ในศรีลังกา Human Rights Watch รายงานว่าเหตุการณ์ความรุนแรงในเมือง Aluthgama เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2014 เกิดขึ้นหลังจากการชุมนุมที่นำโดยกลุ่ม BBS
รายงานระบุว่า ฝูงชนถือไม้หน้าสามและอาวุธอื่น ๆ ได้บุกทำร้ายชาวมุสลิม เผาทำลายบ้านเรือนและธุรกิจ ส่งผลให้มีชาวมุสลิมเสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย บาดเจ็บ 80 ราย และมีบ้านเรือนกับธุรกิจจำนวนมากถูกทำลาย [5]
ความรุนแรงของกลุ่มนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะต่างศาสนิก Human Rights Watch ยังรายงานกรณีพระสงฆ์ฝ่ายที่รณรงค์เพื่อความสมานฉันท์ระหว่างศาสนา คือ Watareka Vijitha Thero ซึ่งถูกพบในสภาพมือและเท้าถูกมัด พร้อมบาดแผลและรอยถูกของมีคม หลังจากที่ท่านเคยถูกข่มขู่สาธารณะโดยแกนนำ BBS มาก่อนหน้านี้ [5]
ยิ่งไปกว่านั้น Reuters รายงานในปี 2018 ว่า กาลากอดา อัตเธ ญาณสาระ (Galagoda Aththe Gnanasara) ผู้นำของ BBS ถูกศาลตัดสินจำคุกในคดีข่มขู่คุกคาม Sandhya Eknaligoda ภรรยาของผู้สื่อข่าวที่หายสาบสูญ [6]
หลักการอิสลาม: ความรุนแรงไม่ได้ถูกปล่อยไร้ขอบเขต
เมื่อหันกลับมาพิจารณาหลักการของอิสลามที่แท้จริง จะพบว่าข้อกล่าวหาเรื่องความโหดร้ายไร้ขอบเขตนั้นสวนทางกับหลักฐานในคัมภีร์อย่างชัดเจน
อัลลอฮ์ตรัสในอัลกุรอานบทอัลบะเกาะเราะฮ์ อายะฮ์ที่ 190 ว่า:
“และจงต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์กับบรรดาผู้ที่ต่อสู้กับพวกเจ้า และอย่าละเมิดขอบเขต แท้จริงอัลลอฮ์ไม่ทรงรักบรรดาผู้ละเมิดขอบเขต” [1]
อายะฮ์นี้ไม่ได้เปิดทางให้ใช้ความรุนแรงอย่างไร้ขอบเขต แต่กำหนดกรอบชัดเจนว่า การต่อสู้เกี่ยวข้องกับฝ่ายที่ต่อสู้ และมีข้อห้ามเรื่องการละเมิดขอบเขต
ท่านอิมาม อิบนุ กะษีร ได้อธิบายความหมายของการ “ละเมิด” ในอายะฮ์นี้ว่า ครอบคลุมถึงการห้ามทำทารุณกรรมต่อศพ การห้ามทรยศ การห้ามฆ่าเด็ก และการห้ามฆ่าผู้ที่พำนักอยู่ในสถานศาสนา [1]
นี่คือกรอบทางนิติศาสตร์สงครามที่ป้องกันไม่ให้การต่อสู้ลุกลามไปสู่การทำร้ายผู้บริสุทธิ์
ดังนั้น การนำพฤติกรรมของกลุ่มก่อการร้ายหรือกลุ่มอาชญากรที่อ้างศาสนามาตัดสินศาสนาอิสลาม จึงเป็นการตัดสินที่ไร้ความยุติธรรม
ในประเด็นนี้ IslamQA ได้แยกแยะชัดเจนระหว่าง “หลักการศาสนา” กับ “อาชญากรรม” โดยระบุว่า ไม่อนุญาตให้เรียกการสังหารชาวบ้านที่ไม่มีอาวุธว่าเป็น “การญิฮาด” และการกระทำป่าเถื่อน เช่น การทารุณกรรมศพ การสังหารเด็ก หรือการเผามนุษย์ทั้งเป็น ไม่ใช่คำสอนของอิสลาม แต่เป็นการกระทำของอาชญากรที่มีจิตใจหยาบกระด้างและไร้ความเมตตา [2]
IslamQA ยังชี้หลักการว่า แม้ในสภาวะสงคราม อิสลามก็มีข้อห้ามที่เด็ดขาด คือ ห้ามทำทารุณกรรมศพ ห้ามฆ่าเด็ก ห้ามฆ่าสตรี เว้นแต่นางจะจับอาวุธเข้าร่วมรบ และห้ามใช้ไฟเผาทำลายชีวิตใครทั้งสิ้น [2]
การรู้จักอิสลามจึงต้องพิจารณาจากอัลกุรอาน ซุนนะฮ์ และคำอธิบายของผู้รู้ ไม่ใช่จากพฤติกรรมของกลุ่มอาชญากร
เช่นเดียวกับที่เราไม่เหมารวมว่าศาสนาพุทธสอนความรุนแรง เพียงเพราะการกระทำของกลุ่ม 969 หรือ BBS เราก็ไม่ควรเหมารวมว่าอิสลามสอนการก่อการร้าย เพียงเพราะมีกลุ่มอาชญากรบางกลุ่มนำชื่ออิสลามไปอ้าง
บทสรุป
ความรุนแรงและความสุดโต่งไม่ใช่สมบัติของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง หลักฐานจากกรณี 969 ในเมียนมา และ BBS ในศรีลังกา ชี้ให้เห็นว่า การปลุกระดมเกลียดชังสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายบริบทศาสนาและการเมือง
ส่วนหลักการอิสลามที่แท้จริงมีกฎเกณฑ์ควบคุมสงครามอย่างชัดเจน ห้ามละเมิดเด็ก สตรี ผู้ไม่เกี่ยวข้อง และห้ามใช้ความโหดร้ายไร้ขอบเขต
การตัดสินอิสลามจากผู้ก่อการร้ายหรือกลุ่มอาชญากรที่อ้างศาสนา จึงเป็นการเหมารวมที่ทำให้ภาพของศาสนาคลาดเคลื่อนจากหลักฐาน
แหล่งอ้างอิง References:
[1] Quran Tafsir Ibn Kathir 2:190
[2] IslamQA 2437, Murdering of women and children
[3] Reuters, Special Report: Myanmar gives official blessing to anti-Muslim monks, June 27, 2013
[5] Human Rights Watch, Sri Lanka: Justice Key to End Anti-Muslim Violence, June 19, 2014
[6] Reuters, Sri Lanka jails extremist Buddhist monk for six months over threats to woman