มุสลิมจะเอาชนะมหาอำนาจเปอร์เซียและโรมัน‼️
·14 มิ.ย. 2569·6 นาที

มุสลิมจะเอาชนะมหาอำนาจเปอร์เซียและโรมัน‼️

พิสูจน์อิสลามเชิงประจักษ์: คำประกาศที่ท้าทายโลก ท่ามกลางวิกฤตแห่งค็อนดัก‼️

ลองจินตนาการดูว่า หากวันนี้มีผู้นำของ “เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง” ที่กำลังอดอยาก หนาวเหน็บ และถูกกองทัพศัตรูนับหมื่นปิดล้อมเมืองจนแทบเอาชีวิตไม่รอด แต่ผู้นำท่านนี้กลับประกาศท่ามกลางความสิ้นหวังว่า “เราจะก้าวข้ามไปโค่นล้มอเมริกาและรัสเซีย!” ในสายตาของคนทั่วไป คำพูดแบบนี้ย่อมถูกมองว่าเป็นคำพูดของคนที่เสียสติ เพราะมันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งจะไปโค่นสองมหาอำนาจโลกได้ แต่นี่คือสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นเมื่อ 1,400 ปีก่อนใน “สงครามค็อนดัก” หรือสงครามสนามเพลาะ

ในวินาทีที่อนาคตของมุสลิมแขวนอยู่บนเส้นด้าย ศาสนทูตมุฮัมมัด ﷺ ไม่ได้เพียงปลุกขวัญกำลังใจ แต่ท่านได้ประกาศล่วงหน้าอย่างหนักแน่นว่า มุสลิมจะสามารถพิชิต “เปอร์เซียและโรม” ซึ่งหากเทียบกับยุคนั้นก็เสมือนมหาอำนาจระดับ “อเมริกาและรัสเซีย” ในยุคนี้ และหากคำประกาศนี้ไม่เกิดขึ้นจริง ความน่าเชื่อถือของท่านย่อมพังทลายอย่างไม่อาจกอบกู้ได้

ข้อมูลจาก IslamQA ฟัตวาที่ 560941 และฐานข้อมูลฮะดีษจาก Dorar ได้บันทึกรายละเอียดขณะที่ชาวมุสลิมกำลังขุดคูเมืองแล้วพบกับหินก้อนใหญ่ที่ขุดไม่เข้า ศาสนทูต ﷺ จึงใช้จอบทุบหินก้อนนั้น และได้แจ้งข่าวดีถึงการพิชิตสองมหาอำนาจโลกไว้ล่วงหน้า

เมื่อท่านทุบหินครั้งแรก ท่านกล่าวว่า:

اللهُ أكبرُ أُعْطِيتُ مَفاتيحَ الشامِ، واللهِ إني لَأُبْصِرُ قصورَها الحُمْرَ الساعةَ

คำแปล: "อัลลอฮุอักบัร (อัลลอฮ์ทรงยิ่งใหญ่ที่สุด) ฉันได้รับกุญแจแห่งแคว้นชาม [ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของโรมัน] แล้ว ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ แท้จริงฉันมองเห็นปราสาทสีแดงของมัน [พระราชวังของพวกโรมัน] อยู่ ณ ตอนนี้" [3]

จากนั้นเมื่อท่านทุบหินครั้งที่สอง ท่านกล่าวอีกว่า:

اللهُ أكبرُ، أُعْطِيتُ مفاتيحَ فارسٍ، واللهِ إني لَأُبْصِرُ قصرَ المدائنِ أبيضَ

คำแปล: "อัลลอฮุอักบัร (อัลลอฮ์ทรงยิ่งใหญ่ที่สุด) ฉันได้รับกุญแจแห่งเปอร์เซียแล้ว ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ แท้จริงฉันมองเห็นปราสาทสีขาวแห่งเมืองมะดาอิน [เมืองหลวงของพวกเปอร์เซีย]" [3]

จุดสำคัญที่ทำให้คำประกาศนี้มีน้ำหนักอย่างยิ่ง คือปฏิกิริยาของพวกมุนาฟิกที่อยู่ในเหตุการณ์จริง เพราะปฏิกิริยาของพวกเขาสะท้อนชัดว่า สำหรับคนร่วมสมัย คำประกาศนี้เป็นเรื่องที่ไกลเกินกว่าการประเมินตามเหตุปัจจัยปกติ

ในตัฟซีรอัลบะฆอวีย์ อธิบายอายะฮ์ที่ 12 ซูเราะฮ์อัลอะห์ซาบ ได้บันทึกคำพูดเยาะเย้ยของ มุอฺตับ บิน กุชัยร์ และพรรคพวกไว้ว่า:

يعدنا محمد فتح قصور الشام وفارس وأحدنا لا يستطيع أن يجاوز رحله

คำแปล: "มุฮัมมัดสัญญากับพวกเราว่าจะพิชิตปราสาทแห่งแคว้นชาม [ซึ่งเป็นดินแดนภายใต้การปกครองของจักรวรรดิไบแซนไทน์หรือโรมในขณะนั้น] และเปอร์เซีย ทั้งๆ ที่พวกเราคนใดคนหนึ่งยังไม่สามารถแม้แต่จะเดินเลยที่พัก [หรือสัมภาระ] ของตัวเองได้เลย" [1]

คำพูดนี้มีความหมายอย่างมาก เพราะมันแสดงให้เห็นว่า แม้แต่คนที่อยู่ในเหตุการณ์เองก็ยังมองว่าเรื่องนี้ “เป็นไปไม่ได้” ตามตรรกะของมนุษย์ในเวลานั้น คนที่กำลังอดอยาก ถูกปิดล้อม และอยู่ในภาวะเอาตัวรอดวันต่อวัน จะเอาศักยภาพจากที่ไหนไปโค่นล้มสองมหาอำนาจโลกได้ [1]

เพื่อไม่ให้เป็นเพียงการกล่าวอ้างจากฝั่งมุสลิมเพียงฝ่ายเดียว สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือบันทึกประวัติศาสตร์สากลจาก Encyclopaedia Britannica ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงหลักของโลก ก็ได้บันทึกข้อเท็จจริงที่สอดรับกับคำประกาศนี้ โดยข้อมูลจาก Britannica ระบุใจความว่า:

"ในยุคนั้นจักรวรรดิโรมและเปอร์เซียต่างเป็นมหาอำนาจที่พึ่งพากองทัพประจำการ (Standing Armies) ขนาดใหญ่ ทว่าเวลาต่อมา กองกำลังของมุสลิมได้เข้ายึดครองศูนย์กลางอำนาจของโรมในแคว้นชาม คือซีเรียและเยรูซาเล็ม จนการปกครองของโรมันในภูมิภาคนั้นสิ้นสุดลง และตามมาด้วยการล่มสลายของจักรวรรดิเปอร์เซียที่ยืนยงมานานกว่า 400 ปีอย่างสิ้นเชิง เช่นเดียวกับเยเมนที่ถูกผนวกรวมเข้ากับดินแดนอิสลาม" [2]

ข้อเท็จจริงนี้ทำให้ภาพชัดขึ้นว่า คำประกาศที่เคยถูกเยาะเย้ยในวันนั้น ได้กลายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ และไม่ได้ถูกบันทึกไว้เฉพาะในแหล่งข้อมูลมุสลิมเท่านั้น แต่ยังถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์สากลด้วย ลองถามตัวเองเถิดว่า มนุษย์ธรรมดาที่ถูกปิดล้อมจนก้าวเท้าออกจากค่ายไม่ได้ จะเอาความมั่นใจระดับไหนมาประกาศชัยชนะเหนือมหาอำนาจโลก และผู้นำของกลุ่มชนเล็กๆ จะเอาข้อมูลจากไหนมาคำนวณได้ว่า ตนจะสามารถบดขยี้กองทัพประจำการของสองจักรวรรดิลงได้ในเวลาเพียงไม่กี่ปี

คำอธิบายแบบ “เดาสุ่ม” หรือ “บังเอิญ” ไม่เพียงพอจะรองรับน้ำหนักของเหตุการณ์นี้ได้ ชายผู้ไม่เคยอ่านเขียนหนังสือในคาบสมุทรอาหรับ จะล่วงรู้อนาคตที่ห่างออกไปนับพันกิโลเมตรได้อย่างไร หากไม่ใช่วิวรณ์ที่ถูกแจ้งให้ทราบล่วงหน้าจากพระผู้สร้างสรรพสิ่ง คำประกาศที่ถูกพวกมุนาฟิกเยาะเย้ยในวันนั้น ได้กลายเป็นความจริงที่แม้แต่สารานุกรมระดับโลกก็ยังต้องบันทึกไว้

บรรณาธิการเนื้อหาโดย ฝ่ายกิจกรรมศาสนา ✅


📌 แหล่งอ้างอิง (References)

[1] Islamweb.net تفسير البغوي: سورة الأحزاب، الآية 12

[2] Encyclopaedia Britannica, Islamic world: Battle of Yarmouk

[3] Dorar.net (الموسوعة الحديثية), حديث حفر الخندق وضرب الصخرة (فتح الباري لابن حجر 458/7)