หักล้างวาทกรรม God of the Gaps
การโยนคำตอบว่าเป็นพระเจ้าสร้าง คือ God of the Gaps อย่างที่เกิดขึ้นในสมัยโบราญ แค่ฝนตกไม่รู้เพราะอะไร จึงบอกพระเจ้าสร้าง พอสมัยนี้รู้สาเหตุของฝนตกแล้วจึงไปหา คำถามอย่างอื่น เช่น จักรวาลเกิดขึ้นเพราะอะไรแทน
ชำแหละวาทกรรม "God of the Gaps" ด้วยความจำเป็นทางตรรกะ
ก่อนหน้านี้ ผมได้ตั้งคำถามพื้นฐานที่สุดแก่ผู้ที่ปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้าว่า:
"ในเมื่อวิทยาศาสตร์ยืนยันแล้วว่าจักรวาลมีจุดเริ่มต้น หากคุณปฏิเสธผู้สร้าง ก็จงอธิบายมาว่าจักรวาลก่อตัวขึ้นมาเองได้อย่างไรหากปราศจากเจตจำนงในการตัดสินใจ? เหตุใดสรรพสิ่งถึง 'เลือก' ที่จะมีอยู่ แทนที่จะเป็นเพียงความว่างเปล่าตลอดไป?"
หลังจากที่โพสต์คำถามนี้ไป ผลลัพธ์ก็เป็นไปตามคาด เมื่อเอทิสต์ต้องเผชิญหน้ากับคำถามถึง "จุดกำเนิดจากความว่างเปล่า" เอทิสต์หลายคนถึงกับไปต่อไม่ได้และต้องพบกับทางตัน เพราะการกำเนิดของจักรวาลนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอาศัย "ความประสงค์" หรือ "เจตจำนง" ที่จะตัดสินใจเลือกให้จักรวาลนั้นอุบัติขึ้น
และเมื่อพวกเขาจนตรอก ไม้ตายสุดท้ายที่พวกเขาดึงมาใช้เพื่อปกป้องความเชื่อของตัวเอง มักจะหนีไม่พ้น 2 ข้ออ้างคลาสสิก นั่นคือการแปะป้ายว่าเรา(มุสลิม)ใช้ตรรกะ "God of the gaps (เอาพระเจ้ามาอุดช่องโหว่)" หรือไม่ก็จะอ้างว่า "เดี๋ยววิทยาศาสตร์ก็พิสูจน์ได้เองแหละ"
พวกเขาเคลมว่า คนที่เชื่อในพระเจ้าแค่ไม่รู้จะอธิบายการกำเนิดของจักรวาลอย่างไร เลยยัดเยียดให้เป็นฝีมือพระเจ้าเพื่อปิดหูปิดตาตัวเอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาต่างหากที่ไม่ตระหนักรู้ถึง 1. ขอบเขตของวิทยาศาสตร์ 2. สับสนระหว่างความไม่รู้ กับ "ความจำเป็นทางตรรกะ" (มีอธิบายข้างล่าง)
1. คำกล่าวอ้างที่ว่า "เดี๋ยววิทยาศาสตร์ก็พิสูจน์ได้"
คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นว่าพวกเขาไม่เข้าใจขอบเขตการทำงานของวิทยาศาสตร์เลย เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ถูกออกแบบมาเพื่อตรวจสอบ "สิ่งที่มีอยู่แล้ว" ภายในจักรวาล (สสาร พลังงาน เวลา และพื้นที่ ฯลฯ)
แต่ก่อนที่จักรวาลจะเกิดขึ้นมาเนี่ย มันคือ "ความว่างเปล่าโดยสัมบูรณ์" (ความไม่มีอะไรเลย หรือ 0) วิทยาศาสตร์จะไปตรวจสอบความว่างเปล่าที่ไม่มีพื้นที่, ไม่มีเวลา ไม่มีสสาร ฯลฯ ได้ยังไงล่ะ? สิ่งที่มีอยู่ก่อนหน้าจักรวาลมันอยู่เหนือวิสัยและเกินความสามารถที่เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์จะเข้าถึงได้
ดังนั้น การอ้างวิทยาศาสตร์ในสิ่งที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของมัน มันคือความล้มเหลวทางตรรกะ เปรียบเสมือนการนำไม้บรรทัดไปใช้วัดหาอุณหภูมิความร้อน ซึ่งต่อให้พยายามวัดอย่างไรก็ไม่อาจหาคำตอบได้ เพราะคุณเลือกใช้เครื่องมือผิดประเภทตั้งแต่แรก
เมื่อวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เครื่องมือที่ตอบโจทย์ เราจึงต้องใช้เครื่องมือที่มนุษย์ทุกคนนั้นได้มาติดตัวตั้งแต่เกิด นั่นก็คือ "สติปัญญาและตรรกะ"
2. เอทิสต์กับความสับสนระหว่างคำว่า “ความไม่รู้ทางวิทยาศาสตร์” กับ “ความจำเป็นทางตรรกะ” (Logical Necessity)
God of the gaps ตามนิยามที่พวกเขาใช้ คือการเอาพระเจ้าไปอธิบายปรากฏการณ์ในธรรมชาติที่เรายังไม่เข้าใจกลไกของมัน เช่น คนโบราณไม่เข้าใจการเกิดฟ้าผ่าหรือแผ่นดินไหว เลยยกให้เป็นความพิโรธของเทพเจ้า แต่พอวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายได้พระเจ้าก็ได้ตกกระป๋องไป
(ในจุดนี้ เอทิสต์มักจะพยายามโยงว่า เดี๋ยววิทยาศาสตร์ก็ตอบได้ว่าจักรวาลมาได้ยังไง ดังนั้น เมื่อถึงตอนนั้น พระเจ้าก็จะตกกระป๋องไป เสมือนฟ้าผ่าและแผ่นดินไหวที่ไม่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าแต่เกี่ยวกับปัจจัย ฯลฯ ที่ไม่มีตัวแปรพระเจ้ามาเกี่ยวข้อง
ซึ่งเราหักล้างไปแล้วว่าวิทยาศาสตร์มันไม่มีวันตอบได้ในเรื่องจุดกำเนิดของจักรวาลเพราะมันเกินขอบเขตของมัน และอีกอย่างหนึ่ง การที่คุณพิสูจน์วิธีการได้ว่า ฟ้าผ่ายังไง, แผ่นดินไหวยังไง มันก็ไม่ได้หักล้างการมีอยู่ของพระเจ้า มันไร้สาระมากที่คุณรู้วิธีการประกอบรถทุกอย่าง 100% แล้วคุณก็ไปสรุปว่า รถคันนี้ไม่มีผู้สร้างหรอกเพราะเรารู้หมดแล้วว่ามันสร้างยังไง
หักล้าง God of the gaps
ลองใช้สติปัญญาคิดตามดู ถ้าผมเห็นรถยนต์คันหนึ่งจอดอยู่กลางทะเลทราย แล้วผมก็ใช้สติปัญญาและตรรกะวิเคราะห์เกี่ยวกับรถ เช่น เหล็กกับยางมันไม่สามารถประกอบตัวเองให้กลายเป็นรถได้ (ยิ่งตั้งอยู่กลางทะเลทรายที่ไม่มีโรงงานด้วยแล้ว) สติปัญญาจึงบังคับให้ผมต้องสรุปว่า “มันต้องมีวิศวกรสร้างมันขึ้นมาอย่างแน่นอน”
คำถามคือ คุณจะด่าผมไหมว่า ผมใช้ตรรกะ Engineer of the gaps? (ผมใช้วิศวกรมาตอบเพื่ออุดช่องโหว่ความไม่รู้) แน่นอนว่า คุณจะไม่ด่า เพราะมันคือ “ความจำเป็นทางตรรกะ” ว่าสิ่งที่มีจุดเริ่มต้นและมีความซับซ้อน ย่อมต้องมีผู้ทำให้มันเริ่มต้น
แต่พักประเด็นเรื่องกลไกไว้ก่อน เพราะสิ่งที่เรากำลังพูดถึงในบริบทของการกำเนิดจักรวาลนี้ คือ “ความว่างเปล่า (ไม่มีสสาร ไม่มีเวลา ไม่มีกฎฟิสิกส์ ไม่มีศักยภาพในการทำอะไรได้เลย)” เป็นสภาวะก่อนที่ธรรมชาติจะถือกำเนิดขึ้น
(อย่ามาอ้างว่ามุสลิม Strawman ยัดความว่างเปล่าให้เอทิสต์นะ เพราะมันคือตรรกะเชิงบังคับที่ว่า คุณเลือกปฏิเสธผู้สร้างที่บังเกิดจักรวาล คุณปฏิเสธจักรวาลมีอยู่มาโดยตลอดเพราะมันขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์ ช้อยส์สุดท้ายจึงตกไปที่ จักรวาลเกิดขึ้นจากความว่างเปล่า)
จุดสำคัญ
พูดให้เข้าใจง่ายที่สุด "ความไม่มี" ไม่มีอะไรอยู่ในตัวมันเลย ไม่มีพลัง ไม่มีความคิด ไม่มีเจตนา ไม่มีความสามารถ และไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะทำให้ตัวเองกลายเป็น "ความมี" ได้
ดังนั้น ถ้าก่อนหน้านี้จักรวาลยังไม่มีอยู่ แล้วต่อมาจักรวาลเกิดขึ้นจริง ก็ต้องมีเหตุภายนอกที่ทำให้มันเกิดขึ้น ไม่ใช่ให้ "ความไม่มี" สร้างทุกสิ่งขึ้นมาเอง
การที่สิ่งๆ หนึ่งเกิดขึ้นมาหลังจากที่ก่อนหน้านี้มันไม่มีอยู่ ย่อมหมายความว่ามันมีความประสงค์ มีเจตจำนง และมีการเลือกให้มันอุบัติขึ้น
สิ่งที่จะทำให้ความว่างเปล่าเกิดเป็นสรรพสิ่งได้ ต้องเป็นสิ่งที่อยู่เหนือสสาร อยู่เหนือเวลา มีพลังอำนาจ และมีเจตจำนงในการตัดสินใจ ซึ่งในทางตรรกะและเทววิทยา เราเรียกสิ่งนั้นว่า "ผู้สร้าง (The Creator)"
การยอมรับถึงผู้สร้าง จึงเป็นผลลัพธ์จากกระบวนการคิดวิเคราะห์เชิงบังคับทางตรรกะ ไม่ใช่การเดาสุ่มเพื่ออุดช่องโหว่ความไม่รู้