ชายตาบอดกับอุมมุวะลัดที่ด่าทอท่านนบี
หญิงตั้งครรภ์จนตายทั้งกลม พร้อมกับลูกสุดที่รักของนาง เพียงแค่ด่าทอนบีหรือศาสนาด้วยปากเปล่า ต้องถูกปลิดชีพจน "ตายทั้งกลม" พร้อมลูกทารกของนางที่ยังไม่ได้ลืมตาดูโลก อิสลามเป็นศาสนาที่สนับสนุนอาชญากรรม
ต้องชี้แจงตรงไปตรงมาก่อนว่า หะดีษเรื่องชายตาบอดกับอุมมุวะลัดมีอยู่จริง และรายงานหลักถูกจัดว่า เศาะฮีห์ โดยเชค อัลบานีย์
แต่ปัญหาอยู่ที่การเล่าของผู้เกลียดชังอิสลาม เขาเอาหะดีษที่มีอยู่จริงแต่บิดเบือนเติมสีตีไข่และตัดทอนบริบทแวดล้อมไปหมดตามนิสัย
และต้องขอชี้แจงการบิดเบือนของผู้เกลียดชังก่อน อย่างแรกเลยคือ การเติมคำว่า “หญิงตั้งครรภ์” และ “ตายทั้งกลม” จากข้อมูลที่มีอยู่ ไม่มีสายรายงานใดๆ ที่ยืนยันว่าอุมมุวะลัดคนนั้นมีการตั้งครรภ์และตายทั้งกลม
แต่มีรายงานว่านางมีบุตรที่คลอดออกมาแล้ว 2 คน และบุตรของนางก็มีชีวิตอยู่จนโตขึ้น
การที่จะรู้ความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะตัดทอนบริบทแวดล้อมไป เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันเกี่ยวพันกับพันธสัญญาที่มีการปกครองในรัฐอิสลาม
ก่อนเข้าสู่เรื่องราวของหะดีษนี้ เราต้องทราบก่อนว่า ต่างศาสนิกที่อยู่ภายใต้พันธสัญญาในรัฐอิสลามได้รับการคุ้มครองชีวิต ทรัพย์สิน ลูกหลาน และสิทธิของตน
IslamQA 209600 อธิบายการอยู่ร่วมของชาวยิวในมะดีนะฮ์ยุคท่านนบี ﷺ ว่า:
“granted security to them, their property and their children, with freedom of worship, trade and travel.”
คำแปล: “ท่านนบี ﷺ ให้ความปลอดภัยแก่พวกเขา ทรัพย์สินของพวกเขา และลูกหลานของพวกเขา พร้อมเสรีภาพในการประกอบศาสนกิจ การค้า และการเดินทาง” [2]
หลักนี้ไม่ได้หยุดแค่คำว่าคุ้มครองทั่วไป เพราะ IslamQA 209600 ได้ยกหะดีษเรื่องมุอาฮัด (ต่างศาสนิกที่อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐอิสลาม) ไว้ว่า:
“If anyone wrongs a mu‘aahid [non-Muslim living under Muslim rule], detracts from his rights, burdens him with more work than he is able to do or takes something from him without his consent, I will plead for him (the mu‘aahid) on the Day of Resurrection.”
คำแปล: “ผู้ใดก็ตามที่อธรรมต่อมุอาฮิด [ผู้ที่มิใช่มุสลิมซึ่งอาศัยอยู่ภายใต้การปกครองของมุสลิม], ลิดรอนสิทธิของเขา, มอบหมายภาระงานให้เขาเกินกว่าที่เขาจะทำไหว, หรือยึดเอาสิ่งใดไปจากเขาโดยปราศจากความยินยอมของเขา ฉันจะเป็นผู้โต้แย้งและทวงสิทธิ์แทนเขา (มุอาฮิด) ในวันกิยามะฮ์” [2]
นี่คือกรอบพื้นฐานของอิสลามต่อผู้มีพันธสัญญา ความต่างทางศาสนาไม่ได้เปิดทางให้มุสลิมอธรรมต่อเขา และการอยู่ร่วมกับต่างศาสนิกในรัฐอิสลามถูกควบคุมด้วยชะรีอะฮ์และพันธสัญญา
IslamQA 103739 ยังอธิบายว่า เรื่องนี้ชี้ให้เห็นถึงความยุติธรรมที่มุสลิมปฏิบัติต่ออะฮ์ลุลกิตาบ(ชาวยิว, คริสต์) เพราะสิทธิของชาวยิวที่เข้าทำพันธสัญญากับมุสลิมได้รับการรับประกันและคุ้มครอง และไม่อนุญาตให้ละเมิดพวกเขาด้วยการรบกวนหรือทำร้ายในทางใดก็ตาม [1]
เมื่อเขาใจหลักนี้แล้ว เรามาดูเกี่ยวกับประเด็นชายตาบอดกับอุมมุวะลัดกัน
IslamQA 103739 ระบุว่า เมื่อพบหญิงยิวถูกฆ่า ผู้คนตกใจและนำเรื่องไปแจ้งท่านนบี ﷺ จากนั้นท่านนบี ﷺ กริ้ว และเรียกผู้กระทำออกมา เพื่อพิจารณาบทลงโทษและออกคำตัดสินในคดีนั้น [1]
เมื่อชายตาบอดออกมายอมรับ เขาอธิบายว่านางเคยด่าทอและกล่าวร้ายท่านนบี ﷺ เขา(ชายตาบอด)ห้ามแล้วนางไม่หยุด เขาตำหนิแล้วนางไม่เลิก และในคืนเกิดเหตุ นางกลับมาด่าทอท่านนบี ﷺ อีกครั้ง
ตัวบทที่ IslamQA 103739 ยกไว้มีใจความว่า:
“she used to abuse you and disparage you. I forbade her, but she did not stop, and I rebuked her, but she did not abandon her habit.”
คำแปล: “นางเคยด่าทอและดูถูกเหยียดหยามท่าน ฉันได้ห้ามปรามนางแล้ว แต่นางก็ไม่ยอมหยุด และฉันได้ดุตักเตือนนาง แต่นางก็ไม่ยอมละทิ้งพฤติกรรม(นิสัย)ของนาง” [1]
จุดเปลี่ยนของเรื่องนี้อยู่ตรงนี้ เมื่อท่านนบี ﷺ ตรวจสอบแล้วพบว่า เรื่องนี้ไม่ได้เป็นการฆ่าผู้มีพันธสัญญาโดยไม่มีเหตุ แต่เป็นกรณีของผู้ที่ทำลายพันธสัญญาคุ้มครองของตนเองด้วยการด่าทอท่านนบี ﷺ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
IslamQA 103739 ระบุไว้ว่า:
“she had broken the covenant time after time, by insulting the Messenger of Allaah... and reviling him, all her rights were denied”
คำแปล: “นางได้ละเมิดพันธสัญญาครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยการดูหมิ่นร่อซูลของอัลลอฮ์... และด่าทอท่าน สิทธิทั้งหมดของนางจึงถูกยกเลิกไป” [1]
#ใจความของคำอธิบายนี้คือ
ไม่มีใครมีสิทธิละเมิดนางตราบใดที่นางยังอยู่ใต้พันธสัญญาคุ้มครอง แต่นางเป็นผู้ทำลายพันธสัญญานั้นด้วยตนเองด้วยการด่าทอท่านนบี ﷺ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
คำตัดสินจึงไม่ได้ตั้งอยู่บนการละเมิดชีวิตผู้บริสุทธิ์ แต่ตั้งอยู่บนการลงโทษผู้ที่ทำลายพันธสัญญาของตนเองตามกรอบที่ IslamQA อธิบาย [1]
ฟิกฮ์ของเรื่องนี้ ความคุ้มครองของต่างศาสนิกในรัฐอิสลามมีอยู่จริง แต่ความคุ้มครองนั้นผูกกับพันธสัญญา
เมื่อนางละเมิดพันธสัญญาด้วยการด่าทอท่านนบี ﷺ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า สถานะของคดีจึงเปลี่ยนไปตามกรอบของชะรีอะฮ์
IslamQA 103739 อธิบายความร้ายแรงของการละเมิดสถานะบรรดานบีไว้ว่า:
“it invalidates every sanctity, right and covenant; it is a major betrayal which deserves the most severe punishment.”
คำแปล: “มันทำให้ความคุ้มกันจากการละเมิด สิทธิ และพันธสัญญาทุกอย่างสิ้นสุดลง ซึ่งถือเป็นการบิดพลิ้วทรยศอันร้ายแรง ซึ่งสมควรได้รับบทลงโทษขั้นเด็ดขาดที่สุด” [1]
ชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮ์ ยังอธิบายว่า แม้คดีนี้เป็นบทลงโทษหัดด์ แต่มันยังเข้าภายใต้หัวข้อการฆ่าหัรบี(ผู้ที่ตั้งตนเป็นศัตรูต่ออิสลาม)ด้วย เพราะเป็นผู้ที่ต้องถูกลงโทษจากการวางแผนทำให้ศาสนาเสียหาย ไม่เหมือนผู้ที่ถูกลงโทษจากบาปส่วนบุคคลทั่วไป เช่น ซินา [1]
ดังนั้นคำตัดสินของท่านศาสนทูตที่ว่า “ไม่มีดิยะฮ์สำหรับนาง” ถูกอธิบายในกรอบของผู้ที่ทำลายพันธสัญญาคุ้มครองของตนเอง ไม่ใช่กรอบของผู้บริสุทธิ์ที่มีพันธสัญญารองรับ
ประเด็นนี้ต้องพูดให้ชัดเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด คดีนี้ไม่ใช่หลักให้ประชาชนทั่วไปลงโทษ ศาลเตี้ยใครเองตามใจชอบได้ เพราะบทลงโทษหุดูดเป็นอำนาจของผู้ปกครองรัฐหรือตัวแทนของเขาในระบบรัฐอิสลามเท่านั้น
IslamQA 103739 ได้ยกคำของชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮ์ไว้ว่า:
“The hudood punishment can only be carried out by the ruler or his deputy.”
คำแปล: “บทลงโทษหุดูดจะดำเนินได้โดยผู้ปกครองหรือตัวแทนของเขาเท่านั้น” [1]
ดังนั้นห้ามประชาชนใช้ศาลเตี้ยลงโทษกันเองโดยเด็ดขาด และไม่มีการนำหุดูดไปบังคับใช้เองในพื้นที่ที่ไม่ใช่รัฐอิสลาม เพราะการบังคับใช้หุดูดเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ปกครองรัฐอิสลาม หรือผู้แทนของเขาเท่านั้น ไม่ใช่การกระทำส่วนบุคคลของประชาชนทั่วไป
หักล้างจุดที่ผู้เกลียดชังบิดเบือนที่ว่า “ตายทั้งกลม”
IslamQA 103739 ระบุชัดว่า ไม่มีสายรายงานใดที่บ่งชี้ว่ามีทารกอยู่ในครรภ์ของหญิงคนนั้น:
“There is nothing in the report to indicate that there was a foetus in the Jewish woman’s womb.”
คำแปล: “ไม่มีสิ่งใดในรายงานที่บ่งชี้ว่ามีทารกในครรภ์ของหญิงยิวคนนั้น” [1]
ส่วนข้อความในบางสำนวนรายงานที่ว่า “เด็กตกอยู่ระหว่างขาของนางและเปื้อนเลือด” IslamQA 103739 อธิบายว่าไม่ได้บ่งชี้ถึงทารกในครรภ์ แต่เป็นหนึ่งในลูกสองคนของนางกับชายตาบอด และเด็กคนนั้นเข้ามาหาแม่ด้วยความสงสารจนเปื้อนเลือด [1]
ในสำนวนรายงานของอัฏเฏาะบะรอนี ระบุว่า “ลูกสองคนของนางเข้ามาระหว่างขาของนางและเปื้อนเลือด”
ส่วนสำนวนของอัลบัยฮะกี ระบุว่า “ลูกสองคนของนางตกอยู่ระหว่างขาของนางโดยเปื้อนเลือด”
ดังนั้นคำว่า “เด็ก” ในรายงานไม่ได้บ่งชี้ว่าเป็นทารกในครรภ์ แต่มีสำนวนอื่นชี้ว่าเป็นลูกของนางที่มีชีวิตอยู่แล้ว และอยู่ตรงนั้นหลังเหตุการณ์เกิดขึ้น [1]
และสายรายงานจาก อบู ดาวูด ระบุว่า: “อับดุลลอฮ์ บิน ยะซีด อัลค็อฏมะมี คือผู้ที่แม่ของเขาถูกชายตาบอดฆ่า และเขาคือเด็กที่ตกอยู่ระหว่างขาของนาง” [1]
จากหลักฐานที่กล่าวไว้ข้างต้นนี้ ยืนยันว่าเด็กคนนั้นไม่ใช่ทารกในครรภ์ที่เสียชีวิตพร้อมแม่ แต่เป็นเด็กที่มีตัวตนและเติบโตมาในภายหลัง
ดังนั้นคำว่า “หญิงตั้งครรภ์ตายทั้งกลมพร้อมลูกในท้อง” เป็นการเติมสีตีไข่ตามนิสัยของผู้เกลียดชังอิสลาม
📌 แหล่งอ้างอิง (References):
[1] IslamQA 103739, Regarding the hadeeth about the blind man who killed his slave woman
[2] IslamQA 209600, Islam is a peaceful religion with those who are peaceful
[3] Sunan Abi Dawud 4361, Chapter: The ruling regarding one who reviles the Prophet ﷺ