หะดีษเรื่องฝนตกและสิ่งที่อยู่ในครรภ์เป็นข้อผิดพลาดจริงหรือ⁉️
มุสลิมอ้างว่า หะดีษที่ระบุว่าไม่มีใครรู้ว่าฝนจะตกเมื่อใด และไม่มีใครรู้สิ่งที่อยู่ในมดลูกนอกจากอัลลอฮ์ เป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะปัจจุบันอุตุนิยมวิทยาสามารถพยากรณ์ฝนได้ และการแพทย์มีเทคโนโลยีที่สามารถมองเห็นเพศทารกในมดลูกได้แล้ว
ข้อกล่าวหานี้พังตั้งแต่ต้น เพราะผู้กล่าวหานำ “การคาดการณ์ของมนุษย์” ไปเทียบกับ “ความรอบรู้ของอัลลอฮ์” ทั้งที่สองอย่างนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน การพยากรณ์ฝนของมนุษย์ คือการประเมินจากข้อมูล สภาพอากาศ และแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ จึงมีโอกาสถูกและผิดได้ ส่วนการตรวจทารกในครรภ์ ก็เป็นเพียงการรู้บางส่วน เช่น อาจรู้เพศ หรือประเมินความเสี่ยงบางอย่างได้ แต่ยังไม่ได้รู้ทุกสิ่งเกี่ยวกับทารกอย่างสมบูรณ์ พูดให้เข้าใจง่ายคือ มนุษย์อาจรู้ได้ว่า “มีโอกาสฝนจะตก” หรือ “ทารกน่าจะเป็นเพศนี้” แต่ไม่ได้รู้ทุกอย่างอย่างแน่นอน 100% ในขณะที่ความรู้ของอัลลอฮ์คือความรู้ที่สมบูรณ์ ครอบคลุมทุกมิติ ไม่มีความผิดพลาด ไม่มีคำว่า “น่าจะ” และไม่มีสิ่งใดหลุดพ้นจากความรอบรู้ของพระองค์ ดังนั้น วิทยาศาสตร์ไม่ได้หักล้างอัลกุรอานหรือหะดีษในเรื่องนี้เลย ตรงกันข้าม วิทยาศาสตร์กลับยืนยันว่า มนุษย์รู้ได้เพียงบางส่วน ต้องอาศัยเครื่องมือ ต้องอาศัยข้อมูล และยังมีข้อจำกัดอยู่เสมอ
ประเด็นที่ 1: การพยากรณ์ฝนกับความรอบรู้ที่แท้จริง
ข้อกล่าวหานี้ตั้งอยู่บนการสลับหมวดหมู่ทางความคิด เพราะเพจมุลฮิดสายห้าวนำ “การคาดการณ์จากข้อมูล” ซึ่งมนุษย์ทำได้ในระดับหนึ่ง ไปปะปนกับ “ความรู้อันเด็ดขาดในสิ่งเร้นลับ” ซึ่งเป็นคุณลักษณะเฉพาะของอัลลอฮ์
การนำสองเรื่องนี้มาปะปนกันคือการสร้างหุ่นฟาง แล้วโจมตีศาสนาด้วยความหมายที่ศาสนาไม่ได้กล่าวไว้
อัลกุรอานระบุอย่างชัดเจนในซูเราะฮฺลุกมาน อายะฮฺที่ 34 ว่า:
إِنَّ ٱللَّهَ عِندَهُۥ عِلْمُ ٱلسَّاعَةِ وَيُنَزِّلُ ٱلْغَيْثَ وَيَعْلَمُ مَا فِى ٱلْأَرْحَامِ ۖ وَمَا تَدْرِى نَفْسٌۭ مَّاذَا تَكْسِبُ غَدًۭا ۖ وَمَا تَدْرِى نَفْسٌۢ بِأَىِّ أَرْضٍۢ تَمُوتُ ۚ إِنَّ ٱللَّهَ عَلِيمٌ خَبِيرٌۢ ٣٤
ความว่า: “แท้จริงอัลลอฮฺนั้น ความรู้แห่งวันอวสานมีอยู่ ณ ที่พระองค์ และพระองค์ทรงประทานฝนลงมาและพระองค์ทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในมดลูก และไม่มีชีวิตใดรู้สิ่งที่มันจะหามาได้ในวันรุ่งขึ้น และไม่มีชีวิตใดรู้ว่า ณ แผ่นดินใดมันจะตาย แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดถี่ถ้วน”
และในหะดีษที่บันทึกโดยอิหม่ามบุคอรี เศาะฮีฮ์ อัล-บุคอรี หมายเลขหะดีษ 1039 ท่านนบี ﷺ ได้กล่าวไว้ความว่า:
“กุญแจแห่งความเร้นลับนั้นมี 5 ประการ ซึ่งไม่มีผู้ใดล่วงรู้มันได้นอกจากอัลลอฮ์:
1. ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ 2. ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งใดอยู่ในมดลูก 3. ไม่มีชีวิตใดรู้ว่าพรุ่งนี้ตนจะขวนขวายได้รับอะไร 4. ไม่มีชีวิตใดรู้ว่าตนจะตาย ณ แผ่นดินใด 5. และไม่มีใครรู้ว่าฝนจะมาเมื่อใด”
ตัวบทเหล่านี้กล่าวถึงความรู้อันสมบูรณ์แบบที่รู้แจ้งความจริงโดยไม่ต้องอาศัยการเดา การคำนวณ หรือความน่าจะเป็น นี่คือความรู้ที่ปิดประตูความคลาดเคลื่อนอย่างสิ้นเชิง และเป็นสิทธิขาดของพระผู้เป็นเจ้า
อิสลามไม่ได้ปฏิเสธความรู้ทางอุตุนิยมวิทยา และไม่ได้ห้ามการพยากรณ์อากาศที่ตั้งอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์
ข้อมูลจาก IslamQA ฟัตวาที่ 83837 อธิบายว่า การพยากรณ์อากาศไม่ได้อยู่ในหมวดการอ้างรู้สิ่งเร้นลับ เพราะเป็นการอาศัยหลักฐานทางกายภาพ ประสบการณ์ และการศึกษากฎธรรมชาติที่อัลลอฮ์วางไว้
ฟัตวาดังกล่าวได้อ้างคำตัดสินของอัล-ลัจนะฮ์ อัด-ดาอิมะฮ์ คณะกรรมการถาวรเพื่อการวิจัยทางวิชาการและการชี้ขาดปัญหาศาสนาไว้ว่า:
“การพยากรณ์อากาศ การคาดการณ์การพัดของลมพายุ หรือการคาดการณ์ว่าเมฆจะก่อตัวที่ใด หรือฝนน่าจะตกพื้นที่ใดนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้เกี่ยวกับกฎธรรมชาติของอัลลอฮ์ในจักรวาล ผู้ที่มีประสบการณ์เชี่ยวชาญในกฎเหล่านี้อาจกล่าวถึงสิ่งที่เขาคาดว่าจะเกิดขึ้น โดยปราศจากความรู้อันแน่นอน บนพื้นฐานของทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์หรือประสบการณ์ทั่วไป ดังนั้นเขาจึงคาดการณ์สิ่งนั้นและบอกบนพื้นฐานของความน่าจะเป็น ไม่ใช่ความรู้อันแน่นอน และเขาทำถูกบ้างในบางครั้งและผิดบ้างในบางครั้ง” [1]
สาระสำคัญคือ การพยากรณ์ทางวิทยาศาสตร์มีสถานะเป็นการประเมินความน่าจะเป็น มันไม่ใช่การหยั่งรู้อนาคตแบบเด็ดขาด หลักการนี้สอดคล้องกับวิธีคิดทางวิทยาศาสตร์เอง
ข้อมูลจากบทความวิชาการเรื่อง “Probabilistic Forecasting - A Primer” โดย Chuck Doswell และ Harold Brooks จากห้องปฏิบัติการพายุรุนแรงแห่งชาติ NSSL ของ NOAA ระบุว่า:
An important property of probability forecasts is that single forecasts using probability have no such clear sense of "right" and "wrong."
คำแปล: "คุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งของการพยากรณ์ด้วยความน่าจะเป็นก็คือ การพยากรณ์เพียงเหตุการณ์เดียว (แบบเดี่ยว ๆ) โดยใช้ความน่าจะเป็นนั้น ไม่สามารถตัดสินหรือระบุความ 'ถูก' และ 'ผิด' ได้อย่างชัดเจน” [2]
คำอธิบายนี้ทำให้เห็นว่า การพยากรณ์อากาศไม่ได้ยืนยันผลลัพธ์แบบสัมบูรณ์ว่าจะเกิดขึ้นแน่นอน 100% มันเป็นการระบุโอกาสความเป็นไปได้ โดยประเมินจากข้อมูล ชุดแบบจำลอง และค่าความน่าเชื่อถือของการพยากรณ์
นี่คือขีดจำกัดของมนุษย์ มนุษย์ทำได้เพียงประเมินจากข้อมูลที่มี แล้วให้ผลลัพธ์ในรูปความน่าจะเป็น
ส่วนความรู้ของอัลลอฮ์ที่ตัวบทศาสนากล่าวถึง คือความรู้แจ้งเห็นจริงที่ไม่มีคำว่า “อาจจะ” หรือ “น่าจะ” เข้ามาเกี่ยวข้อง
เพจมุลฮิดสายห้าวกำลังเอา “การคาดการณ์ที่อาจผิดได้” ไปเทียบกับ “ความรู้ที่ผิดไม่ได้” ทั้งที่สองอย่างนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
การพยากรณ์อากาศของมนุษย์เป็นเพียงการประเมินจากข้อมูล ส่วนความรู้ของอัลลอฮ์คือความรู้ที่แน่นอน ครอบคลุม และไม่มีความคลาดเคลื่อน ดังนั้น การพยากรณ์ฝนได้บางระดับจึงไม่ใช่หลักฐานล้มล้างหะดีษ แต่ยิ่งชี้ให้เห็นว่ามนุษย์รู้ได้เพียงบางส่วนเท่านั้น
ประเด็นที่ 2: สิ่งที่อยู่ในมดลูกกับขีดจำกัดของเทคโนโลยีการแพทย์
ในประเด็นนี้ เพจมุลฮิดสายห้าวด่วนสรุปด้วยกรอบที่แคบเกินไป พวกเขาลดความหมายของ “สิ่งที่อยู่ในมดลูก” ให้เหลือเพียงการมองเห็นเพศทารกผ่านจอภาพ
การเห็นเพศทารกบางกรณีไม่ได้หมายถึงการรู้ทุกสิ่งเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในมดลูก
ข้อมูลจาก IslamQA ฟัตวาที่ 1513 โดยเชค มุฮัมมัด ซอลิหฺ อัล-มุนัจญิด ระบุถึงความรู้ของแพทย์เกี่ยวกับทารกในครรภ์ไว้ว่า:
“ไม่มีข้อสงสัยใดๆ เลยว่าหะดีษบทนี้เป็นหะดีษซอฮีฮ์ สิ่งที่ทำให้ผู้ถามเกิดความสับสนคือข้อเท็จจริงที่ว่า แพทย์สามารถรู้เพศของทารกในครรภ์ได้ผ่านการเอ็กซเรย์และการสแกนอัลตราซาวนด์ แต่เราควรตระหนักว่าความรู้ดังกล่าวนั้นยังคลุมเครือและไม่สมบูรณ์ พวกเขาอาจทำผิดพลาดได้ ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในหลายต่อหลายครั้ง ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาสามารถทำการสแกนและอื่นๆ ได้ก็ต่อเมื่ออายุครรภ์ผ่านพ้นจำนวนสัปดาห์ที่แน่นอนไประยะหนึ่งแล้วเท่านั้น และไม่สามารถทำได้ก่อนหน้านั้น ถึงแม้ว่าพวกเขาจะรู้ว่าทารกในครรภ์เป็นเพศชายหรือเพศหญิง แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าเด็กจะแท้งหรือจะถูกอุ้มท้องจนครบกำหนดคลอด จะเกิดมามีชีวิตหรือเสียชีวิต พวกเขาไม่รู้ระยะเวลาที่แม่นยำที่เด็กจะอยู่ในมดลูกของมารดา พวกเขาไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากการคาดเดาและความไม่แน่นอน พวกเขาไม่รู้ว่าบุคคลนี้จะมีชีวิตอยู่ยาวนานเพียงใด เขาจะประพฤติตัวอย่างไร หรือปัจจัยยังชีพของเขาจะเป็นเช่นไร หรือเขาจะเป็นชาวสวรรค์หรือชาวนรก ความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในมดลูกไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการรู้ว่าทารกในครรภ์เป็นเพศชายหรือเพศหญิงเท่านั้น แต่มันกว้างขวางไปกว่านั้น และไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้ทั้งหมดเว้นแต่อัลลอฮ์” [3]
ข้อความนี้ตอบข้อกล่าวหาอย่างตรงจุด การแพทย์อาจรู้เพศทารกได้ในบางระยะของการตั้งครรภ์ แต่ยังไม่รู้ทั้งหมดเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในครรภ์
แพทย์ไม่รู้แบบเด็ดขาดว่าเด็กจะอยู่รอดหรือแท้ง จะเกิดมามีชีวิตหรือเสียชีวิต จะอยู่ในครรภ์นานเท่าใด จะมีชีวิตยาวเพียงใด จะมีริสกีอย่างไร จะดำเนินชีวิตอย่างไร และจุดจบในอาคิเราะฮ์จะเป็นอย่างไร
ดังนั้น การรู้เพศทารกบางกรณีไม่สามารถล้มล้างตัวบทที่กล่าวถึงความรู้รอบด้านของอัลลอฮ์ได้
วิทยาศาสตร์การแพทย์เองก็ยืนยันว่ามนุษย์รู้ได้เพียงบางส่วน
งานวิจัยปี 2018 ของ Farideh Gharekhanloo ศึกษาหญิงตั้งครรภ์ 150 ราย เพื่อดูความแม่นยำของอัลตราซาวนด์ในการระบุเพศทารกช่วงอายุครรภ์ 11-12 สัปดาห์ และพบว่า:
งานวิจัยปี 2018 ของ Farideh Gharekhanloo ศึกษาหญิงตั้งครรภ์ 150 ราย เพื่อประเมินการระบุเพศทารกด้วยอัลตราซาวนด์ในช่วงอายุครรภ์ 11-12 สัปดาห์ โดยผลการศึกษาพบข้อจำกัดสำคัญ 2 ประการ คือ มีกรณีที่ระบุเพศไม่ได้ และ แม้ระบุได้ก็ยังไม่ใช่ความแม่นยำสมบูรณ์แบบ
ผลจากงานวิจัย:
“not assigned in 53 (35.3%)”
คำแปล: “ไม่สามารถระบุเพศได้ 53 ราย หรือคิดเป็น 35.3%” [4]
และงานวิจัยยังระบุผลด้านค่าทำนายผลบวกไว้ว่า:
“87.6% for the male fetuses and 96.8% for the female fetuses.”
คำแปล: “87.6% สำหรับทารกเพศชาย และ 96.8% สำหรับทารกเพศหญิง” [4]
ดังนั้น ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่า การอัลตราซาวนด์ช่วงอายุครรภ์ 11-12 สัปดาห์ยังมี ทั้งกรณีที่ระบุเพศไม่ได้ และ กรณีที่ระบุได้แต่ยังไม่แม่นยำ 100% จึงไม่อาจนำไปอ้างว่า มนุษย์มีความรู้แจ้งเห็นจริงอย่างสมบูรณ์เกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในครรภ์ได้
นี่สอดคล้องกับคำอธิบายของอุลามะอ์ว่า ความรู้ของมนุษย์ในเรื่องนี้ยังเป็นความรู้ที่คลุมเครือและไม่สมบูรณ์
ต่อให้เพจมุลฮิดสายห้าวพยายามอ้างเทคโนโลยีระดับพันธุกรรมที่ดูแม่นยำกว่า เช่น cfDNA หรือ cell-free DNA ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนมันให้เป็นความรู้แบบเด็ดขาดได้
คำแถลงการณ์ของ Society for Maternal-Fetal Medicine (SMFM) ปี 2015 ได้ระบุข้อจำกัดของการตรวจ cfDNA ไว้อย่างชัดเจนว่า เทคโนโลยีนี้เป็นเพียงการตรวจคัดกรอง ไม่ใช่การรู้ทุกสิ่งเกี่ยวกับทารกในครรภ์อย่างเด็ดขาด
“does not screen for all chromosomal conditions, both false positive and false negative results occur, does not definitively rule out”
คำแปล: “ไม่ได้คัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมทั้งหมด, เกิดผลบวกลวงและผลลบลวงได้, ไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ออกอย่างเด็ดขาด” [5]
กล่าวง่าย ๆ คือ cfDNA เป็นการตรวจเพื่อ “คัดกรองความเสี่ยง” ไม่ใช่การตรวจที่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับทารกในครรภ์อย่างเด็ดขาด
มันยังมีโอกาสผิดพลาด ตรวจไม่ครอบคลุมทุกความผิดปกติ และผลตรวจที่ออกมาดีก็ไม่ได้รับประกัน 100% ว่าทารกไม่มีปัญหาใด ๆ