เอทิสต์คือผู้ที่ใช้เหตุผล โดยปราศจากความเชื่อจริงหรือ⁉️
·13 มิ.ย. 2569·5 นาที

เอทิสต์คือผู้ที่ใช้เหตุผล โดยปราศจากความเชื่อจริงหรือ⁉️

คำกล่าวอ้างของผู้เกลียดชังอิสลาม

พวกมีศาสนาชอบก้มหน้าเชื่อแบบไร้เหตุผล ปิดตาตัวเองให้อยู่กับความงมงาย ต่างจากเอทิสต์ที่ใช้สมอง คิดวิเคราะห์ และอ้างอิงวิทยาศาสตร์ ทุกอย่างต้องมีหลักฐานชัดเจน ไม่ใช่ใช้แค่ความรู้สึกและกลัวบาปบุญคุณโทษไปวันๆ

เอทิสต์จำนวนมากมักสร้างภาพลักษณ์ว่าพวกเขาคือฝ่ายที่ยืนอยู่บนฐานของเหตุผลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ส่วนคนที่มีศาสนาคือกลุ่มคนที่เชื่ออย่างงมงาย

แต่หากเราตั้งคำถามกลับไปยังจุดเริ่มต้นที่พื้นฐานที่สุด เช่น "จักรวาลนี้มีมาได้อย่างไร?" และ "สิ่งมีชีวิตแรกเกิดจากสิ่งไร้ชีวิตได้อย่างไร?" เราจะพบความจริงที่ย้อนแย้งว่า เอทิสต์สายวัตถุนิยมเองก็มี "ความเชื่อ" ที่ต้องอาศัยศรัทธาอย่างแรงกล้าไม่ต่างจากความเชื่ออื่นๆ เลย เพียงแต่พวกเขาหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำว่าศรัทธา

ในทางกลับกัน อิสลามไม่ได้เรียกร้องให้มนุษย์หลับหูหลับตาเชื่อโดยปราศจากเหตุผล แต่อัลกุรอานได้ตั้งคำถามเชิงตรรกะเพื่อกระตุ้นความคิดของมนุษย์โดยตรงว่า:

أَمْ خُلِقُوا۟ مِنْ غَيْرِ شَىْءٍ أَمْ هُمُ ٱلْخَـٰلِقُونَ ۝ أَمْ خَلَقُوا۟ ٱلسَّمَـٰوَٰتِ وَٱلْأَرْضَ ۚ بَل لَّا يُوقِنُونَ

คำแปล: “หรือว่าพวกเขาถูกบังเกิดมาโดยที่ไม่มีผู้สร้าง? หรือว่าพวกเขาเป็นผู้สร้างตนเอง? หรือว่าพวกเขาเป็นผู้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน? เปล่าเลย ทว่าพวกเขาไม่มีความเชื่อมั่นต่างหาก” [อัฏฏูร 52:35-36]

คำถามนี้บีบให้มนุษย์ต้องคิดตามหลักเหตุและผลว่า สิ่งที่มีจุดเริ่มต้นย่อมไม่สามารถเกิดขึ้นมาเองโดยไร้สาเหตุ และมนุษย์ก็ไม่ได้สร้างตัวเองขึ้นมา ดังนั้น การศรัทธาต่อพระผู้สร้างในมุมมองของอิสลาม จึงตั้งอยู่บนตรรกะที่สอดคล้องกับสัญชาตญาณอันบริสุทธิ์ของมนุษย์ และเป็นเหตุเป็นผลขั้นพื้นฐานที่สุด

เมื่อหันกลับมาตรวจสอบแนวคิดของเอทิสต์ เราจะพบว่ามี 2 ความเชื่อหลักที่พวกเขาไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผล นอกจากต้องอาศัย "ศรัทธาอันมืดบอด" เพื่ออุดช่องโหว่ทางความคิดของพวกเขา

1. เอทิสต์ศรัทธาว่า "จักรวาลนี้เกิดขึ้นมาเองจากความว่างเปล่า"

ตรรกะพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนยอมรับคือ "ทุกสิ่งที่มีจุดเริ่มต้น ย่อมต้องมีสาเหตุ" เพื่อให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น ในชีวิตประจำวัน เอทิสต์จะใช้เหตุผลข้อนี้อย่างครบถ้วน พวกเขายอมรับว่าบ้านต้องมีคนสร้าง เก้าอี้ต้องมีช่างไม้ คงไม่มีเอทิสต์คนไหนเชื่อว่าชิ้นส่วนไม้และตะปูจะประกอบตัวเองขึ้นมาเป็นเก้าอี้ได้

แต่เมื่อต้องอธิบายเรื่อง "จักรวาล" ซึ่งมีระบบระเบียบและซับซ้อนกว่าเก้าอี้หลายล้านเท่า พวกเขากลับพร้อมใจกันละทิ้งตรรกะข้อนี้ไปอย่างหน้าตาเฉย และเลือกที่จะเชื่อว่าจักรวาลอันยิ่งใหญ่นี้โผล่ขึ้นมาเองโดยปราศจากผู้สร้าง นี่คือความสองมาตรฐานในการใช้เหตุผลของเอทิสต์

หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ สิ่งที่เอทิสต์กำลังเชื่อคือ "ปาฏิหาริย์ที่ไร้ผู้กระทำ" โดยปกติแล้วเมื่อนักมายากลดึงกระต่ายออกมาจากหมวก อย่างน้อยก็ยังมีนักมายากลเป็นผู้ลงมือทำ แต่สิ่งที่เอทิสต์ศรัทธาคือ การเชื่อว่ากระต่ายสามารถกระโดดออกมาจากหมวกได้เอง โดยที่ไม่มีใครไปดึงหรือกระทำใดๆ กับมันเลย

2. เอทิสต์ศรัทธาว่า "สิ่งมีชีวิตแรกสุด เกิดขึ้นจากสิ่งที่ไร้ชีวิต"

เมื่อพูดถึงจุดเริ่มต้นของชีวิต เอทิสต์จำนวนมากมักยกทฤษฎีวิวัฒนาการขึ้นมาอธิบายทันที ทั้งที่ประเด็นที่กำลังพูดถึงคือ "สิ่งมีชีวิตแรกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร" ซึ่งเป็นคนละคำถามกัน วิวัฒนาการเป็นทฤษฎีที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตหลังจากที่มีสิ่งมีชีวิตอยู่แล้ว แต่ไม่ได้อธิบายว่าชีวิตแรกเริ่มอุบัติขึ้นจากสิ่งไร้ชีวิตได้อย่างไร ดังนั้น การกระโดดจากคำถามเรื่องจุดเริ่มต้นไปคุยเรื่องวิวัฒนาการ จึงเป็นการข้ามจากต้นทางไปสู่ปลายทาง โดยที่คำถามตั้งต้นยังไม่ได้รับคำอธิบายอยู่ดี

คำถามคือ สสารที่ไร้ชีวิต เช่น หิน ดิน ทราย หรือสารเคมีต่างๆ สามารถรวมตัวกันโดยบังเอิญเพื่อเขียนรหัสพันธุกรรม (DNA) ที่มีความซับซ้อนมหาศาล และกลายสภาพเป็นสิ่งมีชีวิตตัวแรกสุดได้อย่างไร?

การศรัทธาว่าการเขย่าสารเคมีแบบสุ่มเป็นเวลาหลายล้านปีจะสามารถสร้างชีวิตขึ้นมาได้เองนั้น เป็นการใช้ความเชื่ออย่างหนักเกินกว่าที่จะจินตนาการได้เสียอีก เพราะแม้การเชื่อว่าเศษเหล็กจำนวนมากถูกใส่ไว้ในกล่องแล้วเขย่าไปเรื่อยๆ เป็นเวลาหลายล้านปี จนประกอบตัวเองขึ้นมาเป็นนาฬิกาที่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ยังดูเป็นเรื่องง่ายกว่าการเชื่อว่า DNA ซึ่งมีความซับซ้อนสูง จะเกิดขึ้นมาเองจากการสุ่มโดยไร้ผู้ออกแบบ

เมื่อถูกรุกไล่ด้วยคำถามเหล่านี้ เอทิสต์มักหลีกเลี่ยงด้วยการตอบเพียงว่า "เดี๋ยววิทยาศาสตร์ในอนาคตก็คงหาคำตอบได้เอง" หรือ "มันต้องเกิดขึ้นได้สิถ้าให้เวลาไปเรื่อยๆ" คำตอบเหล่านี้เป็นเพียงคำสารภาพที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่พวกเขาใช้ยึดเหนี่ยวไม่ใช่ตรรกะเหตุผลหรือมีหลักฐาน แต่เป็นเพียงศรัทธาอันมืดบอดที่หลอกตัวเองไปวันๆ ว่าความเชื่อของเขานั้นตั้งอยู่บนความเป็นวิทยาศาสตร์