อัลลอฮ์กำหนดให้การข่มขืนเกิดขึ้น = อัลลอฮ์ทรงรักการข่มขืนจริงหรือ⁉️
·13 มิ.ย. 2569·19 นาที

อัลลอฮ์กำหนดให้การข่มขืนเกิดขึ้น = อัลลอฮ์ทรงรักการข่มขืนจริงหรือ⁉️

คำกล่าวอ้างของผู้เกลียดชังอิสลาม

มุสลิมชอบอ้างว่าความทุกข์ทรมานหรือเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นล้วนเป็น "สิ่งที่ดี" เพราะมันคือ "บททดสอบ" จากพระประสงค์ของพระเจ้า แต่ลองใช้สติปัญญาคิดดูสิว่า การที่เด็กผู้หญิงหรือสตรีถูกข่มขืน มันจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเธอได้อย่างไร? พระเจ้าที่ทรงอำนาจและเปี่ยมด้วยความเมตตา จะกำหนดบททดสอบที่สุดแสนจะวิปริตและโหดร้ายเช่นนี้ขึ้นมาเพื่ออะไร? สิ่งที่เลวร้ายที่สุดของวาทกรรมอ้างบททดสอบนี้ คือการกดทับให้เหยื่อต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมอันทารุณ โดยเอาสวรรค์มาล่อ ซึ่งมันขัดกับสติปัญญาอย่างสิ้นเชิง สรุปแล้วสำหรับมุสลิม เมื่ออธิบายความเลวร้ายไม่ได้ อะไรๆ ก็แค่ปัดว่าเป็นบททดสอบของพระเจ้าแค่นั้นเอง

ก่อนที่จะเข้าเนื้อหา

ผมเห็นว่าผู้เกลียดชังอ้างว่าเขาได้มีโอกาสฟังวิดีโอบรรยายของอาจารย์มุสลิมท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าหมายถึงคลิปบรรยายของ ดร. อามีน ลอนา แล้วผู้เกลียดชังก็ทึกทักข้อสรุปเอาเองว่า “อิสลามสอนว่าเรื่องเลวร้ายเป็นสิ่งที่ดีเพราะเป็นพระประสงค์ของอัลลอฮ์” แล้วก็ไปตั้งคำถามอันบิดเบือนว่า “เหตุใดอัลลอฮ์ถึงสร้างบททดสอบสุดแสนวิปริตนี้ขึ้นมา?”

คำถามคือ คุณได้ฟังคลิปนั้นจนจบ และใช้สติปัญญาไตร่ตรองจริงหรือไม่?

เพราะการที่คุณสรุปเนื้อหาออกมาเช่นนั้น มันสะท้อนให้เห็นถึง 3 กรณีหลัก ๆ:

  1. หากคุณฟังจริง ปัญหาก็อยู่ที่กระบวนการคิด การจับใจความ และการแยกประเด็นของคุณ เพราะ ดร. อามีน ลอนา ได้อธิบายชัดเจนแล้วถึงความต่างระหว่าง “สิ่งที่อัลลอฮ์ทรงอนุมัติให้เกิดขึ้น (เกานียะฮ์)” กับ “สิ่งที่อัลลอฮ์ทรงบัญญัติและทรงรัก (ชัรอียะฮ์)” แต่ปัญหาคือคุณนำสองเรื่องนี้มาปนกัน แล้วสรุปออกมาแบบผิด ๆ ว่า “อัลลอฮ์อนุมัติให้ความชั่วเกิดขึ้น = อัลลอฮ์ทรงรักความชั่ว” นี่คือความบกพร่องขั้นพื้นฐานในการรับสารและแสวงหาความรู้

  2. หากคุณไม่ได้ฟังจริง แล้วเพียงใช้ AI สแกนหาคีย์เวิร์ด หยิบคลิปมาตัดตอน หรือเลือกบางประโยคเพื่อใส่ร้าย ดร. อามีน ลอนา นั่นคือการกระทำที่ไร้วิชาการและไร้จรรยาบรรณ เพราะคุณไม่ได้วิพากษ์ศาสนาอย่างเป็นธรรม แต่กำลังสร้างหุ่นฟางขึ้นมาให้คนที่ไม่มีพื้นฐานเข้าใจผิด

  3. หากคุณฟังบางส่วนแล้วเลือกหยิบเฉพาะคำที่เข้าทางอคติของตัวเอง นั่นก็คือ Cherry picking เล่ห์กลเดิม ๆ ของผู้เกลียดชัง เลือกเฉพาะสิ่งที่ใช้โจมตีได้ แล้วตัดบริบทที่อธิบายแก่นของเรื่องทิ้งไป

ไม่ว่าจะออกมาในกรณีใดก็แล้วแต่ ข้อสรุปที่ได้นั้นไม่ถูกต้องตามหลักความเชื่อของชาวอะฮ์ลิสซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์


ประเด็นที่ 1: ผู้เกลียดชังสับสนระหว่าง อิรอดะฮ์ เกานียะฮ์ กับ อิรอดะฮ์ ชัรอียะฮ์

คำกล่าวอ้างของผู้เกลียดชังอิสลาม:

“เรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์จนทำให้เขาทุกข์ทรมาน ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ดีสำหรับตัวเขา...เพราะถือว่าเป็นบททดสอบอย่างหนึ่ง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นพระประสงค์ของอัลลอฮ์...แต่ลองนึกคิดในทางกลับกันว่า บททดสอบของเด็กหญิงหรือสตรีมุสลิมที่ถูกข่มขืน มันจะเป็นสิ่งดีสำหรับตัวพวกเธอได้อย่างไร? พระเจ้าที่แท้จริงจะสร้างแบบทดสอบแบบนี้มาจริง ๆ น่ะเหรอ? เพราะเหตุใดพระเจ้าผู้ทรงอำนาจสูงสุดและเปี่ยมด้วยความเมตตา จึงกำหนดบททดสอบสุดแสนวิปริตนี้ขึ้นมา?”

หักล้างด้วยข้อเท็จจริง:

ข้อกล่าวหานี้ผิดพลาดตั้งต้น เพราะผู้เกลียดชังเอา “สิ่งที่อัลลอฮ์อนุญาตให้มันเกิดขึ้น” ไปปะปนกับ “สิ่งที่อัลลอฮ์ทรงรักและพอพระทัย”

ในทางวิชาการ ความสับสนในเรื่องการกำหนดสภาวะการณ์มักเกิดจากการนำสองเรื่องนี้มาปะปนกัน นั่นคือ

  1. อิรอดะฮ์ เกานียะฮ์
  2. อิรอดะฮ์ ชัรอียะฮ์

ซึ่งสามารถอธิบายให้เข้าใจอย่างเป็นขั้นเป็นตอนได้ดังนี้:

1. อิรอดะฮ์ เกานียะฮ์: สิ่งที่ถูกกำหนดให้เกิดขึ้นจริง

คือ สิ่งที่อัลลอฮ์ทรงกำหนดและอนุมัติให้เกิดขึ้นในจักรวาล ไม่มีสิ่งใดหลุดพ้นจากอำนาจนี้

สิ่งที่ถูกกำหนดภายใต้เกานียะฮ์ ต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นความดีหรือความชั่ว จะเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงรักหรือไม่รักก็ตาม

ตัวอย่าง: การเกิด การตาย การที่ฝนตก รวมถึงการทำบาป การปฏิเสธศรัทธา ทุกอย่างล้วนเป็นเกานียะฮ์ เพราะมันเกิดขึ้นจริงในจักรวาลนี้ และไม่มีสิ่งใดจะเกิดขึ้นได้หากพระองค์ไม่อนุมัติ

2. อิรอดะฮ์ ชัรอียะฮ์: สิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติ และทรงรัก

คือ สิ่งที่อัลลอฮ์ทรงสั่งใช้ ทรงโปรดปราน และทรงพอพระทัย แต่สิ่งที่อยู่ภายใต้ชัรอียะฮ์นี้ อาจจะเกิดขึ้นจริง หรือไม่เกิดขึ้นจริงก็ได้

ตัวอย่าง: อัลลอฮ์ทรงสั่งใช้ และทรงรักที่จะให้มนุษย์ทุกคนศรัทธา และทำความดี นี่คือชัรอียะฮ์

แต่ในความเป็นจริง มนุษย์ไม่ได้ศรัทธากันทุกคน เพราะหากชัรอียะฮ์บังคับว่าต้องเกิดขึ้นจริงเสมอ มนุษย์ทุกคนบนโลกก็คงเป็นมุสลิมกันไปหมดไปแล้ว


สรุปตัวอย่างการทำงาน เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น

กรณีที่ 1: เป็นทั้ง ชัรอียะฮ์ และ เกานียะฮ์

เหตุการณ์ตัวอย่าง: เมื่อมุสลิมคนหนึ่งละหมาดจนเสร็จ

อธิบาย: การละหมาดนั้นเป็น ชัรอียะฮ์ เพราะอัลลอฮ์ทรงสั่งใช้ ทรงรัก และทรงพอพระทัยต่อมัน

การละหมาดนั้นยังเป็น เกานียะฮ์ ด้วย เพราะมันเกิดขึ้นจริงในโลกภายใต้พระประสงค์และการกำหนดของอัลลอฮ์

สรุปคือ ความดีที่อัลลอฮ์ทรงรักและเกิดขึ้นจริง จะรวมทั้ง ชัรอียะฮ์ และ เกานียะฮ์

กรณีที่ 2: เป็น เกานียะฮ์ อย่างเดียว แต่ไม่ใช่ ชัรอียะฮ์

เหตุการณ์ตัวอย่าง: เมื่อคนหนึ่งข่มขืน

อธิบาย: การกระทำนั้นเป็น เกานียะฮ์ ในแง่ที่มันเกิดขึ้นจริงในโลก และไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นได้นอกอำนาจของอัลลอฮ์

แต่การข่มขืนนั้นไม่ใช่ ชัรอียะฮ์ เพราะอัลลอฮ์ไม่ทรงรัก ไม่ทรงพอพระทัย และไม่ได้ทรงสั่งใช้ให้มนุษย์ทำสิ่งนั้น

สรุปคือ ความชั่วที่เกิดขึ้นจริง อยู่ภายใต้ เกานียะฮ์ แต่ไม่ใช่สิ่งที่อัลลอฮ์ทรงรักในเชิง ชัรอียะฮ์

กรณีที่ 3: เป็น ชัรอียะฮ์ อย่างเดียวในแง่คำสั่ง แต่ไม่ใช่ เกานียะฮ์ ในแง่ผลลัพธ์ที่ไม่เกิดขึ้น

เหตุการณ์ตัวอย่าง: เมื่อผู้ปฏิเสธศรัทธาคนหนึ่งได้รับคำเชิญสู่อิสลาม

อธิบาย: อัลลอฮ์ทรงสั่งใช้ และทรงรักให้เขาศรัทธา สิ่งนี้จึงอยู่ใน ชัรอียะฮ์

แต่เขาเลือกปฏิเสธ และไม่เข้ารับอิสลาม การศรัทธาของเขาจึงไม่ได้เกิดขึ้นจริง จึงไม่ใช่ เกานียะฮ์ ในแง่ผลลัพธ์ของการศรัทธา

สรุปคือ สิ่งที่อัลลอฮ์ทรงสั่งใช้และทรงรัก อาจไม่เกิดขึ้นจริงก็ได้ เพราะ ชัรอียะฮ์ ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเสมอ ซึ่งต่างจาก เกานียะฮ์ ที่เมื่ออัลลอฮ์ทรงกำหนดให้เกิด มันย่อมเกิดขึ้นจริงเสมอ


จากตัวอย่างทั้ง 3 กรณี พี่น้องจะเห็นถึงจุดบิดเบือนของผู้เกลียดชังได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

ผู้เกลียดชังพยายามเอาสิ่งที่อัลลอฮ์ไม่ทรงรัก เช่น การข่มขืน ไปยัดให้เป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงรัก เพียงเพราะมันเกิดขึ้นจริงบนโลก

นี่คือข้อสรุปที่ผิดตั้งแต่ฐานคิด เพราะสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นจริงภายใต้ อิรอดะฮ์ เกานียะฮ์ ไม่ได้แปลว่าสิ่งนั้นเป็นที่รักของอัลลอฮ์ในเชิง อิรอดะฮ์ ชัรอียะฮ์

ดังนั้น การข่มขืนที่เกิดขึ้นจริงบนโลกจึงไม่ใช่หลักฐานว่าอัลลอฮ์ทรงรักการข่มขืน แต่มันคือหลักฐานว่ามนุษย์บางคนใช้เจตจำนงเสรีและสิทธิในการเลือกไปทำความชั่ว แล้วผู้เกลียดชังก็นำความชั่วที่มนุษย์เลือกทำเอง ไปโยนเป็นข้อกล่าวหาต่อพระเจ้าอย่างบิดเบือน

IslamQA วางหลักแยกสองหมวดนี้ชัดเจน:

“In the Quran and Sunnah, the will and decree of Allah is divided into two categories: His universal (kawni) will and decree. Nothing happens outside of this will... Acts of worship and acts of disobedience all happen by the will and decree of Allah. His legislative (shar’i) will, which applies only to that which He loves and is pleased with.”

คำแปล: “ในอัลกุรอานและซุนนะฮ์ พระประสงค์และการกำหนดของอัลลอฮ์ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

1. พระประสงค์และการกำหนดแบบ เกานี ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นโดยปราศจากพระประสงค์ของพระองค์... ทั้งการอิบาดะฮ์และการฝ่าฝืนล้วนเกิดขึ้นด้วยพระประสงค์และการกำหนดของอัลลอฮ์

2. พระประสงค์แบบ ชัรอี ซึ่งครอบคลุมเฉพาะสิ่งที่พระองค์ทรงรักและทรงโปรดปรานเท่านั้น” [1]

IslamQA ยังอธิบายจุดที่ผู้คนเข้าใจผิดในเรื่องนี้ไว้ ซึ่งตรงกับข้อกล่าวหานี้ชัดเจน:

“Some people have been misguided with regard to the issue of al-qadar... because they think that if Allah decrees that an action should happen, that means that He likes that thing...”

คำแปล: “บางคนเกิดความหลงผิดในเรื่องของกอดัร(การกำหนด)... เพราะพวกเขาคิดเอาเองว่าหากอัลลอฮ์ทรงกำหนดให้การกระทำใดเกิดขึ้น นั่นหมายความว่าพระองค์ทรงชอบสิ่งนั้น” [1]

หากสรุปให้ตรงที่สุด ข้อกล่าวหาของผู้เกลียดชังตั้งอยู่บนตรรกะวิบัติที่เรียกว่า Category Error หรือการจัดหมวดหมู่ผิดประเภท โดยเขานำสิ่งที่ “เกิดขึ้นจริงในจักรวาล (อิรอดะฮ์ เกานียะฮ์)” ไปเหมารวมกับสิ่งที่ “อัลลอฮ์ทรงรักและพอพระทัย (อิรอดะฮ์ ชัรอียะฮ์)” แล้วไปทึกทักสรุปเอาเองว่าสองเรื่องนี้คือเรื่องเดียวกัน

ความจริงคือ การที่สิ่งหนึ่งเกิดขึ้นจริง ไม่ได้แปลว่าสิ่งนั้นเป็นที่รักของอัลลอฮ์

มีการฆ่ากันบนโลกใบนี้เกิดขึ้นจริง แต่การฆ่าคนก็ยังเป็นบาปร้ายแรง

มีการขโมยทรัพย์เกิดขึ้นจริง แต่การขโมยก็ยังเป็นอาชญากรรมเช่นเดิม

การข่มขืนเกิดขึ้นจริง แต่การข่มขืนก็ยังเป็นความเลวทรามอยู่ดี

เมื่อมาถึงจุดนี้ ผู้เกลียดชังอาจถามต่อว่า “ถ้าพระเจ้าดีจริง ทำไมพระองค์จึงอนุญาตให้ความชั่วเกิดขึ้น และทำไมพระองค์ถึงไม่ยับยั้งความชั่วทั้งหมดไม่ให้เกิดขึ้นไปเลยล่ะ?”

คำตอบก็คือ นั่นก็เพราะว่า อัลลอฮ์ทรงสร้างมนุษย์ให้มี “เจตจำนงเสรี”, “สิทธิในการเลือก” เพื่อที่จะทดสอบว่าใครในหมู่มนุษย์จะเลือกเชื่อฟังพระองค์ และใครจะเลือกฝ่าฝืนพระองค์

ฉะนั้น มนุษย์จึงมีสิทธิ์ในการเลือกที่จะทำในสิ่งที่พระองค์ทรงรัก และมนุษย์ก็มีสิทธิ์ในการเลือกที่จะทำในสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงกริ้ว เช่น การข่มขืน

มันดูไร้สาระมากที่พวกคุณเรียกร้องสิทธิในการเลือก เสรีภาพ และอำนาจตัดสินใจของมนุษย์อยู่ตลอดเวลา แต่พอมาเจอผลของการเลือกความชั่วของมนุษย์ พวกคุณกลับย้อนแย้งกับจุดยืนของตัวเองทันที

ถ้าพวกคุณต้องการให้พระเจ้าขัดขวางความชั่วทุกครั้งแบบ 100% ทุกครั้งที่มนุษย์กำลังจะข่มขืน ฆ่า หรือขโมย พระองค์ก็ต้องเข้ามาหยุดทั้งหมด

คำถามคือ แล้ว เจตจำนงเสรี และ สิทธิ์ในการเลือก ที่พวกคุณเรียกร้องล่ะ จะไปอยู่ตรงไหน?

ดังนั้น ปัญหาอยู่ที่มนุษย์บางคนใช้ เจตจำนงเสรี และสิทธิ์ในการเลือก ไปทำความชั่ว แล้วผู้เกลียดชังก็นำผลของการเลือกนั้นไปกล่าวหาพระเจ้าอย่างบิดเบือน

การข่มขืนจึงเป็นความชั่วที่เกิดขึ้นจริงภายใต้ อิรอดะฮ์ เกานียะฮ์ เพราะอัลลอฮ์ทรงอนุญาตให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในจักรวาล แต่ในเชิง อิรอดะฮ์ ชัรอียะฮ์ การข่มขืนยังเป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ไม่ทรงรัก ไม่ทรงพอพระทัย และเป็นอาชญากรรมที่ต้องถูกลงโทษอย่างหนัก

IslamQA ระบุถึงหนึ่งในฮิกมะฮ์ของความทุกข์ว่า:

“Disasters and calamities are a test of the believer’s patience…Calamities are a means of expiation of sin and raising one's status”

คำแปล: “ภัยพิบัติและความทุกข์ยากเป็นบททดสอบความอดทนของผู้ศรัทธา... ภัยพิบัติเป็นหนทางในการลบล้างความผิดบาปและยกสถานะให้สูงขึ้น” [4]

จุดนี้ต้องจับให้แม่น การที่เหยื่ออาจได้รับการชดเชยจากอัลลอฮ์ เช่น ผลบุญ การลบล้างบาป หรือการยกระดับสถานะจากความอดทน ไม่ได้ทำให้อาชญากรรมที่เกิดขึ้นกลายเป็นความดี

คนที่ถูกฆ่าอย่างอธรรมอาจได้รับการชดเชยจากอัลลอฮ์ในโลกหน้า แต่ฆาตกรก็ยังเป็นฆาตกรที่จะต้องถูกลงโทษเช่นเดิม


ประเด็นที่ 2: ผู้เกลียดชัง Strawman สร้างภาพว่า “บททดสอบ” คือการให้เหยื่อยอมจำนน

คำกล่าวอ้างของผู้เกลียดชังอิสลาม:

“สิ่งหนึ่งที่สะท้อนความเลวร้ายของวาทกรรมการอ้างบททดสอบ คือการทำให้เด็กหญิงและสตรีต้องยอมรับชะตากรรมที่โหดร้าย ว่ามันคือบททดสอบแล้วจะมีสวรรค์รออยู่ ซึ่งเราไม่คิดว่ามันเป็นแนวคิดที่เข้ากับสติปัญญาของมนุษย์...สำหรับมุสลิม อะไร ๆ ก็อ้างว่าเป็นบททดสอบของพระเจ้า”

หักล้างด้วยข้อเท็จจริง:

ข้อกล่าวหานี้คือการสร้าง หุ่นฟาง (Strawman) อย่างชัดเจน เพราะผู้เกลียดชังเอาคำว่า “บททดสอบ” ไปบิดเป็น “การยอมจำนนต่ออาชญากร” แล้วกล่าวหาว่านั่นคือหลักการของอิสลาม

ความจริงคือ อิสลามไม่ได้ใช้คำว่า “บททดสอบ” เพื่อปิดปากเหยื่อ ไม่ได้ล้างผิดให้ผู้กระทำ และไม่ได้โยนภาระทางศีลธรรมไปไว้บนผู้ถูกกระทำ

ความผิดของข้อกล่าวหานี้อยู่ที่การตัด 3 มิติสำคัญออกจากหลักการศาสนา คือ เจตจำนงเสรีของผู้กระทำ, บทลงโทษทางฟิกฮ์, และความยุติธรรมของอัลลอฮ์ต่อผู้ถูกอธรรม

เพื่อให้เห็นภาพชัด เราต้องแยกประเด็นออกเป็น 3 มิติดังนี้:


มิติที่ 1: เจตจำนงเสรีของผู้กระทำความผิด

ผู้ที่ข่มขืนไม่ได้ถูกบังคับให้มาข่มขืนจนไม่ต้องรับผิดในสิ่งที่ตัวเองกระทำลงไป

เขาต้องรับผิดชอบทั้งหมด นั้นก็เพราะว่าเขาเลือกที่จะทำความชั่วด้วยเจตจำนงเสรีของเขาเอง

IslamQA อธิบายความสอดคล้องระหว่างกอดัรกับเจตจำนงเสรีไว้อย่างชัดเจนว่า:

“There is no contradiction between the fact that things are decreed and written, and the fact that we have free will when doing them... Hence man is accountable for his actions, because he does them by choice”

คำแปล: “ไม่มีความขัดแย้งกันระหว่างการที่สิ่งต่างๆ ถูกกำหนดและถูกบันทึกไว้ กับการที่เรามีเจตจำนงเสรีในการกระทำสิ่งเหล่านั้น... ดังนั้นมนุษย์จึงต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง เพราะเขากระทำสิ่งเหล่านั้นด้วยการเลือกของเขาเอง” [3]

หลักฐานนี้ได้ปิดช่องทางที่จะอ้างว่า “เขาข่มขืนเพราะอัลลอฮ์กำหนด” เพราะการที่อัลลอฮ์ทรงอนุญาตให้เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ไม่ได้แปลว่าผู้กระทำถูกบังคับจนไร้ความรับผิด

ผู้ที่ข่มขืนเลือกที่จะละเมิดเอง โดยการใช้กำลัง และทำร้ายผู้อื่นด้วย เจตจำนงเสรี และสิทธิ์ในการเลือก ที่อัลลอฮ์ทรงให้แก่เขา

เมื่อเขาใช้สิทธิ์ในการเลือกไปทำความชั่ว เขาจึงต้องรับผิดชอบต่อผลของสิ่งที่ตัวเองเลือก


มิติที่ 2: บทลงโทษต่อผู้ที่กระทำความผิด

ถ้าอิสลามต้องการให้เหยื่อ “ยอมจำนนต่อสิ่งที่เกิดขึ้น” ตามที่ผู้เกลียดชังกล่าวอ้าง ก็คงจะไม่มีกฎหมายอิสลามมาวางบทลงโทษไว้ที่ผู้กระทำผิด

แต่ความจริงคือ หลักฟิกฮ์วางไว้ชัดว่า การข่มขืนเป็นสิ่งหะรอม และผู้กระทำผิดต้องถูกลงโทษตามหลักการศาสนา

IslamQA ระบุว่า:

“Islam has a clear stance which states that rape is haram and imposes a deterrent punishment on the one who commits it.”

คำแปล: “อิสลามมีจุดยืนที่ชัดเจนว่าการข่มขืนเป็นสิ่งฮะรอม และได้กำหนดบทลงโทษเพื่อป้องปรามสำหรับผู้ที่กระทำการดังกล่าว” [2]

หลักฐานนี้ทำลายคำกล่าวหาว่า “บททดสอบ” คือการปล่อยให้เหยื่อรับชะตากรรมอย่างโดดเดี่ยว

อิสลามไม่ได้ละลายอาชญากรรมไว้ในคำว่า “บททดสอบ” แต่อิสลามถือว่าการข่มขืนเป็นอาชญากรรม และวางความผิดไว้ที่ผู้กระทำ

อิมามมาลิกกล่าวไว้ชัดเจนว่า:

“The punishment is to be carried out on the rapist and there is no punishment for the woman who has been raped, whatever the case.”

คำแปล: “บทลงโทษจะถูกดำเนินการกับผู้ข่มขืน และจะไม่มีบทลงโทษสำหรับผู้หญิงที่ถูกข่มขืนไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม” [2]

อิสลามไม่ได้ทำให้เหยื่อเป็นผู้ผิด อิสลามไม่ได้ทำให้ผู้ข่มขืนพ้นผิด อิสลามไม่ได้ปล่อยให้อาชญากรรมถูกกลบด้วยคำว่า “บททดสอบ”

การโจมตีของผู้เกลียดชังจึงเป็นการ Strawman โจมตีหุ่นฟางที่เขาสร้างขึ้นมาเอง ไม่ใช่หลักการศาสนาอิสลามจริง ๆ


ชั้นที่ 3: “บททดสอบ” มีไว้เพื่อยืนยันว่าความทุกข์ของผู้ถูกอธรรมจะไม่สูญเปล่า

คำถามคือ ถ้ากฎหมายอิสลามวางบทลงโทษต่อผู้กระทำผิดแล้ว เหตุใดอิสลามยังพูดถึง “บททดสอบ”?

คำตอบก็คือ คำว่า “บททดสอบ” ในอิสลามทำงานคนละมิติกับ “บทลงโทษ”

บทลงโทษ เกี่ยวพันกับการจัดการกับผู้กระทำความผิด

บททดสอบ เกี่ยวพันกับหัวใจ ความอดทน และการชดเชยจากอัลลอฮ์ต่อผู้ที่ถูกอธรรม

IslamQA ระบุฮิกมะฮ์ของความทุกข์ยากไว้ว่า:

“Calamities are a means of expiation of sin and raising one's status.”

คำแปล: “ความหายนะต่างๆ เป็นหนทางในการลบล้างความผิดบาป และยกสถานะให้สูงขึ้น” [4]

หลักฐานนี้ไม่ได้ทำให้อาชญากรรมกลายเป็นความดี และไม่ได้บอกให้เหยื่อยอมจำนนต่อผู้กระทำผิด

มันบอกว่าผู้ถูกอธรรมจะไม่สูญเสียความเจ็บปวดไปอย่างสูญเปล่า

ผู้เกลียดชังอ้างว่าแนวคิดเรื่องบททดสอบ “ไม่เข้ากับสติปัญญาของมนุษย์” แต่คำถามที่ควรถามกลับคือ โลกทัศน์ที่ไม่มีพระเจ้าให้อะไรแก่เหยื่อได้บ้าง?

หากอาชญากรหนีรอดกฎหมาย หรือมีอำนาจจนศาลโลกเอาผิดไม่ได้?

ในโลกทัศน์วัตถุนิยม เหยื่ออาจเหลือเพียงบาดแผล ความทรงจำ และความเงียบของจักรวาล

โลกทัศน์แบบนี้หรือที่กล้าบอกว่า “แนวคิดเรื่องบททดสอบและความยุติธรรมในอาคิเราะฮ์ไม่เข้ากับสติปัญญา?”

ความจริงแล้ว พวกคุณไม่ได้เสนอความยุติธรรมที่ดีกว่าอะไรเลย พวกคุณก็แค่เอาความเจ็บปวดของเหยื่อมาใช้โจมตีศาสนา แล้วก็ปล่อยเหยื่อไว้กับความอธรรมที่ไม่มีคำตอบ

แต่ในอิสลาม ผู้ถูกอธรรมไม่ถูกทิ้งไว้กับความว่างเปล่า เพราะอัลลอฮ์ทรงรู้ ทรงเห็น และทรงตัดสินอย่างยุติธรรม

ดังนั้น “บททดสอบ” เป็นคำยืนยันว่าความอดทนของผู้ถูกอธรรมมีค่า ความเจ็บปวดของเขาไม่สูญเปล่า และความยุติธรรมของอัลลอฮ์ไม่จบแค่ในโลกนี้


📌 แหล่งอ้างอิง (References):

[1] IslamQA 49013 Do the bad things that happen in this universe happen by the will of Allah?

[2] IslamQA 72338 Punishment for Rape in Islam

[3] IslamQA 264354 Reconciling the Divine Decree and Free Will

[4] IslamQA 21631 Benefits of Calamities