อัลกุรอานบวกเลขมรดกผิดจริงหรือ⁉️
·16 มิ.ย. 2569·11 นาที

อัลกุรอานบวกเลขมรดกผิดจริงหรือ⁉️

คำกล่าวอ้างของผู้เกลียดชังอิสลาม

กรณีมรดกที่มีลูกสาว 2, พ่อ, แม่, ภรรยา 1 คำนวณได้ 27/24 ซึ่งเกินกองทรัพย์ นี่คือข้อผิดพลาดทางคณิตศาสตร์ในอัลกุรอานอย่างชัดเจน! วิธีแก้ที่ใช้อยู่ก็เป็นแค่วิธีที่มุสลิมยุคหลังคิดขึ้นมาเอง ไม่ได้มีในกุรอาน เปรียบเหมือนเด็กบวกเลขผิดแล้วต้องให้คนรุ่นหลังมาคอยนั่งแก้โจทย์เลขให้

📌 ประเด็นที่ 1: กรณีผลรวม 27/24 และหลักอัล-เอาล์

❌ คำกล่าวอ้างของผู้เกลียดชัง:

"ในกรณีที่ผู้ตายมี ลูกสาว 2 คน, พ่อ, แม่ และภรรยา 1 คน จะได้ผลรวมคือ 27/24 นั่นหมายความว่าผู้ตายไม่สามารถจ่ายส่วนเกินนี้ นี่จึงเป็นข้อผิดพลาดทางคณิตศาสตร์ที่ชัดเจนในอัลกุรอาน"

✅ หักล้างด้วยข้อเท็จจริง:

ตัวเลขเศษส่วนที่ระบุในอัลกุรอานนั้น เป็นการกำหนดสัดส่วนสิทธิของทายาทแต่ละฝ่าย ส่วนกองมรดกคือทรัพย์จริงที่มีจำกัด และอัล-เอาล์ในวิชากฎหมายการแบ่งมรดกอิสลาม(ฟะรออิฎ) หมายถึงกรณีที่ผลรวมของส่วนแบ่งที่ทายาทมีสิทธิได้รับตามตัวบทนั้นมีมากกว่ากองมรดกที่มีอยู่จริง เมื่อเกิดสภาพนี้ การแบ่งมรดกอิสลาม(ฟะรออิฎ) จึงปรับฐานจัดสรรให้ทุกฝ่ายลดลงตามสัดส่วนเดิมอย่างเป็นธรรม โดยไม่ตัดสิทธิของฝ่ายหนึ่งเพื่อให้อีกฝ่ายได้รับเต็ม

IslamQA ฟัตวาที่ 131556 อธิบายกรณีในกลุ่มเดียวกันนี้ว่า เมื่อนำส่วนแบ่งมาเทียบฐาน 24 จะได้ดังนี้:

ภรรยา (1/8) = 3 ส่วน

พ่อ (1/6) = 4 ส่วน

แม่ (1/6) = 4 ส่วน

ลูกสาว 2 คนขึ้นไป (2/3) = 16 ส่วน

รวมเป็น 3 + 4 + 4 + 16 = 27 ส่วน ซึ่งเกินฐานเดิมคือ 24

เมื่อเกิดอัล-เอาล์ ฐาน 24 ซึ่งเป็นฐานคำนวณเบื้องต้นจะถูกปรับเป็นฐานจัดสรรจริง 27 เพื่อให้กองทรัพย์ที่มีอยู่ถูกแบ่งตามสัดส่วนสิทธิของทุกฝ่าย [1]

ภรรยาจาก 3/24 -> 3/27

พ่อและแม่จาก 4/24 -> 4/27

ลูกสาวได้ 16/24 -> 16/27

หลักนี้เป็นการเกลี่ยส่วนแบ่งให้ทุกคนลดลงตามสัดส่วนอย่างเป็นธรรม โดยไม่ตัดทายาทฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกเพื่อให้อีกฝ่ายได้เต็ม อิบนุ ก็อยยิม อธิบายใน อิอ์ลาม อัล-มุวักกิอีน โดยเทียบกับกรณีเจ้าหนี้ของผู้ล้มละลายว่า:

The Companions applied ‘Awl in inheritance and applied decrease to all heirs by drawing analogy from the decrease applied to the shares of creditors in case where the total assets of a bankrupt person cannot pay off all entitlements. Moreover, the Prophet, sallallaahu ‘alayhi wa sallam, said to creditors: 'Take what you find and that is all that you are entitled to.' This is pure justice, while exclusively depriving some creditors and giving some of them their full share is not just.

คำแปล: “บรรดาเศาะฮาบะฮ์ได้นำหลักการอัล-เอาล์มาใช้ในการแบ่งมรดก และลดส่วนแบ่งของทายาททุกคนลง โดยการเทียบเคียงกับการลดส่วนแบ่งของเจ้าหนี้ ในกรณีที่ทรัพย์สินรวมของบุคคลล้มละลายไม่เพียงพอที่จะชำระสิทธิทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น ท่านนบี ﷺ ได้กล่าวแก่บรรดาเจ้าหนี้ว่า ‘พวกท่านจงรับสิ่งที่พวกท่านพบ และนั่นคือทั้งหมดที่พวกท่านมีสิทธิได้รับ’ นี่คือความยุติธรรมอย่างแท้จริง ส่วนการตัดสิทธิเจ้าหนี้บางคนโดยเฉพาะ และให้เจ้าหนี้บางคนได้รับส่วนแบ่งเต็มนั้น ไม่ใช่ความยุติธรรม” [2]

เปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย

สมมุติว่ากองมรดกมีอยู่จริงจำนวน 100 บาท หากเราใช้ฐาน 24 ตามสัดส่วนเดิมโดยไม่ปรับฐาน จะเกิดปัญหาดังนี้:

ภรรยา (3/24) ต้องได้รับ = 12.50 บาท

พ่อ (4/24) ต้องได้รับ = 16.67 บาท

แม่ (4/24) ต้องได้รับ = 16.67 บาท

ลูกสาวสองคนขึ้นไป (16/24) ต้องได้รับรวมกัน = 66.66 บาท

ผลที่ได้คือสิทธิทายาท 3+4+4+16 = 27 ส่วน, ซึ่งมีมูลค่าเป็น 12.50+16.67+16.67+66.66 = 112.50 บาท

ปัญหาที่จะเกิดขึ้นคือ กองมรดกมีเพียง 24 ส่วน (100 บาท) แต่สิทธิของทายาทเมื่อรวมกันกลับสูงถึง 27 ส่วน (112.50 บาท) ทำให้เงินขาดไป 12.50 บาท หากไม่นำหลักการ "อัล-เอาล์" มาใช้แก้ปัญหา ย่อมมีทายาทบางคนถูกตัดสิทธิ์หรือได้รับส่วนแบ่งไม่ครบ ซึ่งนั่นเป็นการอธรรม

ศาสนาอิสลามมีทางออก คือการใช้หลัก "อัล-เอาล์" (ปรับฐานให้เป็น 27) อิสลามใช้การปรับฐานคำนวณใหม่จาก 24 ให้กลายเป็น 27 (ผลคือ 27/27) เพื่อให้เงิน 100 บาทที่มีอยู่ ถูกเกลี่ยลดลงตามสัดส่วนเดิมของทุกคนอย่างเป็นธรรม:

ภรรยา: จาก 3/24 ปรับเป็น 3/27 (ได้รับประมาณ 11.11 บาท)

พ่อ: จาก 4/24 ปรับเป็น 4/27 (ได้รับประมาณ 14.81 บาท)

แม่: จาก 4/24 ปรับเป็น 4/27 (ได้รับประมาณ 14.81 บาท)

ลูกสาวสองคนขึ้นไป: จาก 16/24 ปรับเป็น 16/27 (ได้รับประมาณ 59.26 บาท)

เมื่อนำยอดจัดสรรใหม่มารวมกัน (11.11 + 14.81 + 14.81 + 59.26) ปัดเศษนิดหน่อยจะเท่ากับ 100 บาทพอดี

นี่คือความอัจฉริยะของการจัดสรรกองมรดกให้ลงตัวกับทรัพย์สินที่มีอยู่จริง เป็นการแก้ปัญหาโดยให้ทายาททุกคนยอมรับส่วนขาดร่วมกันตามสัดส่วนสิทธิของตนเองอย่างยุติธรรมที่สุด โดยไม่มีฝ่ายใดต้องถูกตัดสิทธิหรือถูกทิ้งให้แบกรับส่วนขาดแต่เพียงผู้เดียว [1]


📌 ประเด็นที่ 2: หลัก อัล-เอาล์ มีหลักฐานจากไหน?

❌ คำกล่าวอ้างของผู้เกลียดชัง:

"วิธีแก้ไขเหล่านี้ถูกคิดและพัฒนาขึ้นโดยมุสลิมในภายหลัง ไม่ได้ปรากฏอยู่ในอัลกุรอานเปรียบเสมือนพ่อแม่มาแก้โจทย์เลขให้ลูกต้องให้มุสลิมเข้ามานั่งแก้ไขในภายหลัง"

✅ หักล้างด้วยข้อเท็จจริง:

ข้อกล่าวหานี้เป็นการบิดเบือนทั้งข้อเท็จจริงทางศาสนาและประวัติศาสตร์ เราต้องเข้าใจก่อนว่า อัล-เอาล์ ไม่ใช่การที่นักกฎหมายรุ่นหลังมาพยายามแก้ปัญหาหรือ ซ่อม ข้อผิดพลาดของอัลกุรอานอย่างที่ถูกกล่าวอ้าง แต่ประเด็นคือกรณีสัดส่วนมรดกล้นทับกันในลักษณะนี้ เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในยุคสมัยของท่านนบี ﷺ

ปัญหานี้เกิดขึ้นในยุคของท่านอุมัร อิบนุ อัล-ค็อฏฏอบ ท่านจึงได้ปรึกษาหารือกับเหล่าเศาะฮาบะฮ์ อย่างท่านอัล-อับบาส จนเกิดเป็นมติร่วมกัน สิ่งสำคัญที่เราต้องเข้าใจคือ ท่านอุมัรคือบุคคลที่ท่านนบี ﷺ ทรงรับรองแนวทางเอาไว้ และหนึ่งในรากฐานสำคัญของศาสนาคือ ญะมาอะฮ์ของเหล่าเศาะฮาบะฮ์จะไม่มีวันรวมตัวกันอยู่บนความหลงผิด นั่นหมายความว่า สิ่งใดที่บรรพชนยุคแรกยึดถือตรงกันโดยปราศจากข้อขัดแย้ง สิ่งนั้นย่อมถือเป็นหลักฐานทางศาสนา ซึ่งเราจะยกหลักฐานยืนยันหลักการนี้ในเนื้อหาส่วนถัดไป

IslamWeb อธิบายว่า:

กรณีอัล-เอาล์เกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงต้นยุคคอลีฟะฮ์ของท่านอุมัร เมื่อมีสตรีเสียชีวิตและทิ้งทายาทไว้คือสามีกับพี่น้องหญิงสองคน หากให้สามีได้ครึ่งหนึ่งเต็ม พี่น้องหญิงสองคนจะไม่ได้สองในสามเต็ม และหากให้พี่น้องหญิงสองคนได้สองในสามเต็ม สามีก็จะไม่ได้ครึ่งหนึ่งเต็ม ท่านอุมัรจึงปรึกษาเศาะฮาบะฮ์ และตามรายงานที่เป็นที่รู้จัก ท่านอัลอับบาสเสนอให้เทียบกับกรณีหนี้มากกว่าทรัพย์ คือแบ่งทรัพย์ที่มีอยู่ตามสัดส่วนสิทธิของผู้มีสิทธิทุกฝ่าย จากนั้นท่านอุมัรจึงใช้หลักอัล-เอาล์ [2]

และ IslamWeb ได้ยกคำอิบนุลก็อยยิมที่เชื่อมหลักนี้กับหะดีษเรื่องเจ้าหนี้ว่า:

เมื่อทรัพย์ไม่พอชำระก็ให้เจ้าหนี้รับเท่าที่พบ ไม่ใช่ให้บางคนเต็มแล้วตัดบางคนทิ้ง (กล่าวคือ อัล-เอาล์มีต้นแบบเชิงหลักการจากการจัดการกรณีเจ้าหนี้เมื่อทรัพย์ไม่พอชำระ ซึ่งท่านนบี ﷺ ได้วางหลักไว้ แล้วต่อมาเศาะฮาบะฮ์ก็ได้นำหลักนั้นมาเทียบใช้กับปัญหามรดกที่เกิดขึ้นในยุคท่านอุมัร) [2]

การวินิจฉัยของท่านอุมัรอยู่ในกรอบที่ศาสนารับรอง เพราะท่านนบี ﷺ สั่งให้ยึดซุนนะฮ์ของคอลีฟะฮ์ผู้ทรงธรรมว่า:

พวกท่านจงยึดมั่นในซุนนะฮ์ของฉัน และซุนนะฮ์ของบรรดาคอลีฟะฮ์ผู้ทรงธรรม พวกท่านจงยึดมันไว้ และจับมันไว้อย่างแน่นหนา ประหนึ่งกัดมันไว้ด้วยฟันกรามของพวกท่าน [บันทึกโดย Abu Daawood, At-Tirmithi, Al-Haakim ได้ตัดสินให้หะดีษนี้อยู่ในระดับเศาะฮีห์ โดย Ath-Thahabi และ Al-Albaani ได้เห็นพ้องในเรื่องนี้] [2]

ดังนั้น หลัก อัล-เอาล์ จึงเป็นผลมาจากการวินิจฉัย (อิจติฮาด) ของเคาะลีฟะฮ์ผู้ทรงธรรมเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง โดยได้รับการยอมรับจากมติของเหล่าเศาะฮาบะฮ์ การที่บรรดาฟุกอฮาอ์ยึดถือหลักการนี้ตามแนวทางของท่านอุมัรและญุมฮูรเศาะฮาบะฮ์ จนกลายมาเป็นบรรทัดฐานหลักในวิชาฟะรออิฎ จึงเป็นสิ่งที่สอดคล้องอย่างสมบูรณ์กับหลักการยึดมั่นในญะมาอะฮ์ที่ท่านนบี ﷺ ได้รับรองไว้ ซึ่งทางเว็บไซต์ IslamWeb ได้หยิบยกหะดีษที่ท่านนบี ﷺ กล่าวไว้ว่า:

อัลลอฮ์จะไม่ทรงทำให้ประชาชาติของฉัน เห็นพ้องต้องกันบนความหลงผิด และพระหัตถ์ของอัลลอฮ์อยู่พร้อมกับญะมาอะฮ์ และผู้ใดที่แปลกแยกออกไป เขาจะอยู่ในนรก [At-Tirmithi] [2]

และ IslamWeb ยังยกอีกหะดีษหนึ่งที่ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า:

ฉันได้ขอต่อพระเจ้าของฉันสี่ประการ พระองค์ทรงประทานให้แก่ฉันสามประการ และทรงปฏิเสธที่จะให้ประการที่สี่แก่ฉัน ฉันได้ขอต่อพระเจ้าของฉันไม่ให้ประชาชาติของฉันเห็นพ้องต้องกันบนความหลงผิด และพระองค์ก็ทรงประทานสิ่งนั้นให้แก่ฉัน... [รายงานโดย Ahmad ในสถานะมัรฟูอ์ กล่าวคือ สายรายงานสืบไปถึงท่านนบี] [2]

ดังนั้น แม้จะมีรายงานความเห็นต่างของท่านอิบนุ อับบาสภายหลังยุคท่านอุมัร แต่ความเห็นของท่านไม่ได้กลายเป็นแนวที่ฟุกอฮาอ์ยึดถือโดยทั่วไป และอิบนุกุดามะฮ์ระบุว่าในยุคของท่านอุมัร ไม่ทราบเลยว่ามีความขัดแย้งในหมู่ฟุกอฮาอ์ร่วมสมัยเกี่ยวกับการใช้อัล-เอาล์ จึงเป็นอีกหนึ่งหลักฐานของศาสนา ซึ่งเป็นการวินิจฉัยที่เริ่มจากคอลีฟะฮ์ผู้ทรงธรรม ผ่านการยอมรับของเศาะฮาบะฮ์ และสอดคล้องกับหลักการยึดญะมาอะฮ์ที่ท่านนบีรับรองไว

วัลลอฮุอะลัม (อัลลอฮ์ทรงรู้ดีที่สุด)


📌 แหล่งอ้างอิง

[1] IslamQA 131556 - Objection from an atheist to the ‘awl process in cases of inheritance

[2] IslamWeb 222526 - The origin of 'Awl in inheritance law