เอ็มบริโอในอัลกุรอาน
·13 มิ.ย. 2569·4 นาที

เอ็มบริโอในอัลกุรอาน

พิสูจน์อิสลามเชิงประจักษ์ วิทยาศาสตร์เอ็มบริโอและปาฏิหาริย์แห่งอัลกุรอาน

หนึ่งในหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ถูกหยิบยกบ่อยในการพิสูจน์ความจริงของอัลกุรอาน คือคำอธิบายเกี่ยวกับการสร้างมนุษย์ในครรภ์มารดา หรือเอ็มบริโอวิทยา

อัลกุรอานถูกประทานลงมาในศตวรรษที่ 7 ท่ามกลางสังคมที่ไม่มีเครื่องมือแพทย์สมัยใหม่ ไม่มีกล้องจุลทรรศน์ และไม่มีความรู้ชีววิทยาระดับตัวอ่อนแบบปัจจุบัน แต่อัลกุรอานกลับมีถ้อยคำที่กล่าวถึงลำดับการพัฒนาของมนุษย์ในครรภ์อย่างเป็นขั้นตอน

อัลลอฮ์ตรัสว่า:

“ثُمَّ جَعَلْنَاهُ نُطْفَةً فِي قَرَارٍ مَّكِينٍ ۝ ثُمَّ خَلَقْنَا النُّطْفَةَ عَلَقَةً فَخَلَقْنَا الْعَلَقَةَ مُضْغَةً”

“แล้วเราได้ทำให้เขาเป็นเชื้ออสุจิ (Nutfah) อยู่ในที่พักที่มั่นคง แล้วเราได้สร้างเชื้ออสุจินั้นให้เป็นก้อนเลือด (Alaqah) แล้วเราได้สร้างก้อนเลือดนั้นให้เป็นก้อนเนื้อ (Mudghah)...” [อัล-มุอ์มินูน 23:13-14]

โองการนี้กล่าวถึงลำดับของการสร้างมนุษย์ ตั้งแต่ นุฏฟะฮ์ ไปสู่ อะละเกาะฮ์ แล้วไปสู่ มุฎฆอะฮ์ คำเหล่านี้ไม่ได้เป็นคำอธิบายลอย ๆ เพราะเมื่อนำไปเทียบกับข้อมูลเอ็มบริโอวิทยาสมัยใหม่ จะพบความสอดคล้องกับลักษณะของตัวอ่อนในแต่ละช่วงอย่างน่าทึ่ง

ประเด็นนี้เคยถูกนำไปตรวจสอบโดยนักกายวิภาคศาสตร์และเอ็มบริโอวิทยาระดับสูง โดยเฉพาะศาสตราจารย์ ดร. คีธ มัวร์ (Keith L. Moore) อดีตหัวหน้าภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตรอนโต และผู้เขียนตำรา The Developing Human ซึ่งเป็นตำราสำคัญด้านเอ็มบริโอวิทยา [1]

ดร. มัวร์ ได้ศึกษาถ้อยคำในอัลกุรอานที่กล่าวถึงพัฒนาการของตัวอ่อน และพบว่าถ้อยคำเหล่านี้สอดคล้องกับข้อมูลเอ็มบริโอวิทยาสมัยใหม่ในหลายจุด [2]

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือคำว่า อะละเกาะฮ์ (Alaqah) ซึ่งในภาษาอาหรับมีความหมายเกี่ยวกับสิ่งที่เกาะติด สิ่งที่แขวนอยู่ และสิ่งที่มีลักษณะคล้ายก้อนเลือด เมื่อเทียบกับตัวอ่อนในระยะแรก จะพบว่าตัวอ่อนมีการฝังตัวและเกาะติดกับผนังมดลูก และมีลักษณะภายนอกที่สอดคล้องกับคำอธิบายนี้อย่างมาก [2]

อีกคำหนึ่งคือ มุฎฆอะฮ์ (Mudghah) ซึ่งหมายถึงก้อนเนื้อที่ถูกเคี้ยว

ดร. มัวร์ อธิบายว่าลักษณะของตัวอ่อนในระยะนี้มีรอยนูนเรียงตัวคล้ายรอยฟันบนก้อนเนื้อที่ถูกเคี้ยว ซึ่งตรงกับคำบรรยายในอัลกุรอานอย่างน่าทึ่ง [2]

สิ่งที่ทำให้ประเด็นนี้มีน้ำหนัก คืออัลกุรอานกล่าวถึงเรื่องนี้ในยุคที่มนุษย์ยังไม่มีเครื่องมือสำหรับเห็นรายละเอียดของตัวอ่อนในครรภ์ หากอัลกุรอานเป็นเพียงผลงานของมนุษย์ในศตวรรษที่ 7 คำถามคือ บุคคลในยุคนั้นรู้รายละเอียดเหล่านี้ได้อย่างไร

ข้อกล่าวหาว่านบีมุฮัมมัด ﷺ คัดลอกความรู้นี้มาจากกรีกโบราณก็อธิบายได้ไม่ครบ เพราะแนวคิดของกรีกโบราณมีข้อผิดพลาดหลายอย่างที่อัลกุรอานไม่ได้รับมาใช้ [3]

อัลกุรอานไม่ได้เดินตามความเข้าใจผิดของยุคโบราณ แต่กลับใช้ถ้อยคำที่สอดคล้องกับสิ่งที่เอ็มบริโอวิทยาสมัยใหม่อธิบายได้ในภายหลัง ดังนั้น ประเด็นเอ็มบริโอวิทยาในอัลกุรอานจึงเป็นหนึ่งในหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ให้เห็นว่า อัลกุรอานไม่ได้มาจากความรู้จำกัดของมนุษย์ในยุคนั้น แต่เป็นวะฮ์ยูจากพระผู้ทรงสร้างมนุษย์

แหล่งอ้างอิง

[1] Western University - Dr. Keith L. Moore Obituary and Biography

[2]A Scientist’s Interpretation of References to Embryology in the Qur’an by Keith L. Moore

[3] Hamza Andreas Tzortzis - Did the Prophet Muhammad Plagiarise Ancient Greek Embryology?